วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การพัฒนารูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและความคงทนในการเรียน

แบบเสนอหัวข้อและโครงการวิทยานิพนธ์

ชื่อ  นางสาวอังชรินทร์ เด็ดดวง
สาขาวิชา  การสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ
หัวข้อวิทยานิพนธ์ภาษาไทย   การพัฒนารูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและความคงทนในการเรียน
หัวข้อวิทยานิพนธ์ภาษาอังกฤษ  THE DEVELOPMENT OF RECIPROCAL READING ACTIVITIES MODEL FOR THE ENHANCMENT OF BACHELOR DEGREE STUDENTS’ENGLISH READING COMPREHENSION AND THEIR LEARNING RETENTION
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศสมาชิกที่ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือซึ่งกันและกันทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี การวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และจากการรวมตัวของกลุ่มประเทศสมาชิกนี้ ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารและการทำงานของประเทศในกลุ่มสมาชิกก็คือภาษาอังกฤษ (The Asean charter, 2008: 29) และด้วยการเจริญเติบโตในด้านการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการนำมาใช้เพื่องานในด้านต่างๆ เหล่านี้ ดังนั้นประชาชนในสังคมจึงต้องการความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นทุกอาชีพ (มาลินี จันทร์วิมล และคณะ, 2546)
                 เนื่องจากธุรกิจกระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ทำให้การติดต่อสื่อสารทางด้านธุรกิจมีมากขึ้น  และมีระยะทางไกลขึ้น  จึงคาดว่าศตวรรษที่ 21 นี้  หน่วยงานที่อยู่ห่างไกลกันทั่วโลกจะติดต่อกันด้วย    การอ่านและการเขียน  มากกว่าการฟัง และการพูด และเนื่องจากวัฒนธรรมที่หลากหลายทั่วโลกและข้อมูลข่าวสาร ทางธุรกิจที่แตกต่างกัน ด้านความคิดและความเชื่อ  ทำให้พนักงานในปัจจุบันและในอนาคตจำเป็นต้องใช้ทักษะในการอ่านตีความหมายของข้อมูล มากกว่าทักษะอื่น (Smith et al., 2000: 382-383)
                 อัจฉรา วงศ์โสธร และคณะ (2545, อ้างถึงใน อารีรักษ์  มีแจ้ง, 2547) ได้สำรวจความคิดเห็นของบุคคลสี่กลุ่ม คือ กลุ่มผู้จ้างงานภาครัฐ กลุ่มผู้จ้างงานภาคเอกชน กลุ่มอาจารย์ในระดับ อุดมศึกษา กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี เกี่ยวกับทักษะภาษาอังกฤษที่บุคลากรที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีในหน่วยงานที่จำเป็นต้องใช้  พบว่า โดยรวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสี่กลุ่มมีความเห็นว่าทักษะที่ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีต้องใช้มากที่สุดคือทักษะการอ่าน นอกจากนี้แล้วความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษยังมีความสำคัญและจำเป็นต้องใช้มากในการศึกษา โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา  ทั้งนี้เพราะผู้เรียนจะต้องใช้ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้จากข้อมูลแหล่งต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตีพิมพ์บันทึกไว้เป็นภาษาอังกฤษ อีกด้วย
ในระดับอุดมศึกษา ความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษมีความสําคัญและจําเป็นต้อง ใช้มากในการศึกษา แสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่ส่วนใหญ่จะตีพิมพ์หรือบันทึกไว้เป็น ภาษาอังกฤษ แต่จากผลการสอบวัดความรู้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ทบวงมหาวิทยาลัยจัด สอบทุกปี ในรายวิชาภาษาอังกฤษ 03 ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของข้อสอบเป็นการวัดความสามารถใน ทักษะการอ่าน ผลการวิเคราะห์สถิติคะแนนสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (O-NET กุมภาพันธ์ 2550) พบว่าคะแนนเฉลี่ยของวิชานี้อยู่ที่ 32.37 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ซึ่งจากผู้เข้าสอบ ทั้งหมด 314,383 คน มีจํานวนผู้เข้าสอบที่ได้คะแนนต่ำกว่าครึ่งถึง 287,422 คน จากข้อมูลเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่านักเรียนที่กําลังจะเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษามีความสามารถในการอ่าน ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำ อาจเนื่องมาจากการอ่านเป็นทักษะที่ซับซ้อนและต้องอาศัยการฝึกฝน เป็นอย่างดี เพราะการอ่านไม่ใช่เพียงแต่อ่านตัวอักษรออกเท่านั้น จะต้องมีความเข้าใจด้วย การที่ ทักษะการอ่านในระดับอุดมศึกษาจําเป็นต้องได้รับการพัฒนาทั้งนี้เนื่องจากการอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่จําเปนในการแสวงหาความรูความคิด  (สุวรรณา  โปทา2545) หากผูเรียนมี ความเข้าใจในสิ่งที่อานยอมส่งผลให้ผูเรียนมีประสบการณที่จะนําไปสูวงการแกปญหาสามารถนําความรูที่ไดรับจากการอานมาประยุกตใชใหเขากับสังคมและสิ่งแวดลอม  กอใหเกิดประโยชน ในทางสรางสรรค
จากการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการสอนอ่านภาษาอังกฤษ พบว่าวิธีการสอนอ่านที่สามารถส่งเสริมพัฒนาความคิดและทักษะการอ่านของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง คือ การสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive reading) ทั้งนี้โอเกิล และ คาร์ (Ogle and Carr, 1987, อ้างจาก  ผจงกาญจน์ ภู่วิภาดาวรรธน์, 2533: 86) ได้กล่าวว่า การอ่านแบบปฏิสัมพันธ์เป็นวิธีการอ่านที่นักเรียนได้ปฏิสัมพันธ์กับบทอ่าน  ได้ใช้กระบวนการคิด (Thinking process) ในขณะที่อ่านนักเรียนจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความคิดจากหัวเรื่องด้วยการใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมเป็นตัวแนะแนวทางในการทำความเข้าใจกับสิ่งที่อ่าน เรียกว่ากระบวนการอ่านแบบบนสู่ล่าง(Top-down process)  ในขณะเดียวกันผู้อ่านได้ใช้ความรู้ทางภาษาในการวิเคราะห์ตั้งแต่ระดับตัวอักษร โครงสร้าง ไวยากรณ์จนถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างประโยคและข้อความทั้งหมดที่อ่าน เรียกกระบวนการอ่านแบบล่างสู่บน(Bottom-up process) ช่วยในการทำความเข้าใจบทอ่านไปพร้อมๆกัน อันจะส่งผลให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับ วอลเลช (Wallace, 1992: 54) ซึ่งได้กล่าวเสริมว่า การอ่านที่มีประสิทธิภาพคือ การอ่านแบบมีปฏิสัมพันธ์ โดยที่ผู้อ่านเชื่อมโยงสิ่งที่รู้แล้วไปสู่เนื้อหาที่อ่านเพื่อสร้างความหมาย กระบวนการอ่านต้องประกอบด้วย ผู้อ่าน-เนื้อหา-บริบท การมีปฏิสัมพันธ์จึงถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้อ่านในการเรียนรู้   ผู้เรียนต้องตระหนักและมีจิตสำนึกในการใช้กลวิธีในการอ่านมากว่าการอ่านภาษาแม่
ในปัจจุบันนี้วิธีการสอนแบบสัมพันธ์ที่เป็นที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจาก เป็นการอ่านที่ให้ผู้เรียนได้ใช้ ความรู้ ทักษะ ทัศนคติของตนที่มีอยู่ไปช่วยตีความเนื้อเรื่องที่อ่าน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและผู้เขียนเกิดขึ้นเมื่อผู้อ่านได้คาดเดา (Predict) หรือตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับความหมายของข้อความไว้ล่วงหน้า ทั้งจากประสบการณ์เดิม (Prior knowledge) และบริบทของเนื้อหา และภาษา เมื่ออ่านข้อความต่อไปความหมายของข้อความจะสะท้อนกลับมายังผู้อ่านเพื่อให้รู้ว่า การตีความ หรือการเดาในขั้นต้นของผู้อ่านถูกต้องหรือไม่ ผู้อ่านจะเปลี่ยนแปลงการตีความให้ถูกต้องเหมาะสม หรือเมื่อการตีความขั้นต้นถูกต้องก็จะมีการสะสมข้อมูลเพื่อการตีความในโอกาสต่อไป (ผจงกาญจน์ ภู่วิภาดาวรรธน์, 2534: 86) และการอ่านตามแนวปฏิสัมพันธ์อีกเทคนิคหนึ่งที่ทำให้นักเรียนเป็นนักอ่านที่สามารถอ่านได้ด้วยตนเองโดยไม่อาศัยครูเป็นผู้แปลให้ คือ เทคนิคการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท  (Reciprocal reading) ซึ่งเป็นกลวิธีการอ่านที่ได้รับการพัฒนาคิดค้นขึ้นโดย พาลินซาร์ และ บราวน์ (Palinscar and Brown, 1986) เป็นวิธีการอ่านที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดอภิปัญญา (Metacognition) เพราะเป็นวิธีที่ทำให้ผู้เรียนตระหนักถึงกลวิธีในการอ่าน ในกระบวน การเรียนการสอนนั้นผู้สอนจะมีบทบาทมากในช่วงแรกของการเรียนการสอน คือ ครูผู้สอนจะทำหน้าที่สาธิตการทำกิจกรรมในแต่ละขั้นตอนของเทคนิคการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทให้นักเรียนดูเป็นตัวอย่าง หลังจากนั้นบทบาทของครูผู้สอนจะค่อย ๆ ลดลงโดยแลกเปลี่ยนให้นักเรียนมีบทบาทในการเรียน ซึ่งจะทำให้นักเรียนสามารถใช้ความรู้เดิมที่มีอยู่มาประกอบกับบทอ่านที่นักเรียนกำลังอ่าน นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้น โดยวิธีการตั้งคำถามไปเรื่อยๆ ในระหว่างที่อ่านบทอ่านจนกว่าจะค้นพบข้อสรุปเพื่อคลี่คลายปัญหาที่สงสัย ทำให้นักเรียนได้ใช้กิจกรรมด้วยตนเองมากขึ้น อย่างไรก็ตามการแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูผู้สอนและนักเรียนจะค่อยเป็นค่อยไป  กลวิธีการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเป็นกลวิธีการอ่านที่สอนกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิด  ตลอดความคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านโดยผ่านการทำกิจกรรม  4 ขั้นตอนคือ  การคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า (Predicting) การตั้งคำถาม(Questioning) การสรุปความ(Summarizing) การทำความกระจ่างกับข้อสงสัย (Clarifying) โดยครูแสดงแบบอย่างการคิดในระหว่างการทำกิจกรรมทั้งในข้างต้น กลวิธีการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท  เป็นกลวิธีการอ่านที่ได้ยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ  ซึ่งทำให้นักเรียนที่ใช้กลวิธีการอ่านแบบดังกล่าวมีความเข้าใจในการอ่านมากขึ้น
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงคาดหวังว่ารูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นนั้นจะมีประสิทธิภาพในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การพัฒนาความรู้ความสามารถในการเรียนภาษาอังกฤษสู่ภาพรวมของมหาวิทยาลัยสู่ความคงทนสู่การเรียนรู้ภาษาอังกฤษมากน้อยเพียงได
จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษา
             วัตถุประสงค์ทั่วไป
    เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและความคงทนในการเรียน
    วัตถุประสงค์เฉพาะ
1. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทต่อความ เข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี
2.  เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทต่อความ คงทนในการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี
3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท


คำถามในการวิจัย
งานวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและความคงทนในการเรียน มีคำถามงานวิจัยดังต่อไปนี้

                  1. ประสิทธิภาพของรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสูงเท่ากับเกณฑ์ที่กำหนด คือ75/75หรือไม่
                2. รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสามารถทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่
                  3.  รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสามารถทำให้ผู้เรียนมีความคงทนในการเรียนภาษาอังกฤษหรือไม่
                  4.      ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเป็นอย่างไร

สมมติฐานในการวิจัย
                 1. รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสามารถทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
                  2.  รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสามารถทำให้ผู้เรียนมีความคงทนในการเรียนภาษาอังกฤษ
                  4.      ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทอยู่ในระดับดี
ขอบเขตการวิจัย
งานวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและความคงทนในการเรียน เป็นงานวิจัยและพัฒนา (Research and development) ผู้วิจัยกำหนดของเขตการ  วิจัยดังนี้
                 1. ประชากร
         ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
                   กลุ่มตัวอย่าง
                 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 จำนวน 30 คน โดยมาจากนักศึกษาที่ลงเรียนวิชาเลือกเสรีภาษาอังกฤษ
                 2.ตัวแปรที่ศึกษา
                 2.1 ตัวแปรต้น   ได้แก่ รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
                     2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่
                                    2.2.1 ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษ
                                    2.2.2 ความคงทนในการเรียนภาษาอังกฤษ
                                    2.2.3 ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
ขั้นตอนการศึกษา
ขั้นตอนที่ 1          ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนากิจกรรมการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท โดยมีหัวข้อดังนี้
1.        ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลความต้องการของผู้เรียน
2.        ศึกษาแนวกิจการการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
3.        วิเคราะห์เอกสารและหลักทฏษฏีเกี่ยวกับการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบกิจกรรมการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท  โดยมีขั้นตอนดังนี้
1.          กำหนดกรอบแนวคิดในการพัฒนาจากการสังเคราะห์ข้อมูลในขั้นตอนที่ 1
          2.  ร่างรูปแบบและตรวจสอบรูปแบบ โดยอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญและสร้างรูปแบบในการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
2.          ประเมินรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอน
3.         พัฒนารูปแบบกิจกรรมการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทตามรูปแบบ
4.         ประเมินคุณภาพกิจกรรมการอ่านที่พัฒนาตามรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
5.         พัฒนาเครื่องมือสำหรับวัดความคิดเห็น
6.         หาประสิทธิภาพเครื่องมือจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มย่อยเพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุง
ขั้นตอนที่ 3  ทดลองใช้รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
ทดลองใช้รูปแบบจากกลุ่มตัวอย่างในขั้นภาคสนาม กับกลุ่มตัวอย่าง 30 คน
ขั้นตอนที่  4 รับรองรูปแบบและนำเสนอรูปแบบ
            นำรูปแบบที่ผ่านการรับรองแล้วรับรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วนำไปแก้ไขปรับปรุงเพื่อพัฒนาต้นแบบรูปการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
เวลาที่ใช้ในการวิจัย ประมาณ  พฤษภาคม 2557
คิดว่าจะเริ่มงานวิจัยตั้งแต่เดือน  มกราคม 2557
และเสนอวิทยานิพนธ์ ภายในเดือน กุมภาพันธ์ 2558
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ  30,000 บาท


ลงชื่อ……………………………….ผู้เสนอหัวข้อ

                                                                                               

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น