แบบเสนอหัวข้อและโครงการวิทยานิพนธ์
ชื่อ นางสาวอังชรินทร์ เด็ดดวง
สาขาวิชา การสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ
หัวข้อวิทยานิพนธ์ภาษาไทย การพัฒนารูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและความคงทนในการเรียน
หัวข้อวิทยานิพนธ์ภาษาอังกฤษ THE DEVELOPMENT OF
RECIPROCAL READING ACTIVITIES MODEL FOR THE ENHANCMENT OF BACHELOR DEGREE
STUDENTS’ENGLISH READING COMPREHENSION AND THEIR LEARNING RETENTION
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศสมาชิกที่ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือซึ่งกันและกันทางด้านเศรษฐกิจ
สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี การวิจัย
และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และจากการรวมตัวของกลุ่มประเทศสมาชิกนี้ ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารและการทำงานของประเทศในกลุ่มสมาชิกก็คือภาษาอังกฤษ
(The Asean charter, 2008: 29) และด้วยการเจริญเติบโตในด้านการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรม
เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการนำมาใช้เพื่องานในด้านต่างๆ เหล่านี้
ดังนั้นประชาชนในสังคมจึงต้องการความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นทุกอาชีพ
(มาลินี จันทร์วิมล และคณะ, 2546)
เนื่องจากธุรกิจกระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
ทำให้การติดต่อสื่อสารทางด้านธุรกิจมีมากขึ้น และมีระยะทางไกลขึ้น จึงคาดว่าศตวรรษที่ 21
นี้
หน่วยงานที่อยู่ห่างไกลกันทั่วโลกจะติดต่อกันด้วย การอ่านและการเขียน มากกว่าการฟัง และการพูด
และเนื่องจากวัฒนธรรมที่หลากหลายทั่วโลกและข้อมูลข่าวสาร
ทางธุรกิจที่แตกต่างกัน ด้านความคิดและความเชื่อ
ทำให้พนักงานในปัจจุบันและในอนาคตจำเป็นต้องใช้ทักษะในการอ่านตีความหมายของข้อมูล
มากกว่าทักษะอื่น (Smith et al., 2000: 382-383)
อัจฉรา วงศ์โสธร และคณะ (2545,
อ้างถึงใน อารีรักษ์ มีแจ้ง, 2547) ได้สำรวจความคิดเห็นของบุคคลสี่กลุ่ม คือ กลุ่มผู้จ้างงานภาครัฐ กลุ่มผู้จ้างงานภาคเอกชน กลุ่มอาจารย์ในระดับ อุดมศึกษา
กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี
เกี่ยวกับทักษะภาษาอังกฤษที่บุคลากรที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีในหน่วยงานที่จำเป็นต้องใช้ พบว่า โดยรวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสี่กลุ่มมีความเห็นว่าทักษะที่ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีต้องใช้มากที่สุดคือทักษะการอ่าน นอกจากนี้แล้วความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษยังมีความสำคัญและจำเป็นต้องใช้มากในการศึกษา
โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา
ทั้งนี้เพราะผู้เรียนจะต้องใช้ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้จากข้อมูลแหล่งต่างๆ
ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตีพิมพ์บันทึกไว้เป็นภาษาอังกฤษ อีกด้วย
ในระดับอุดมศึกษา ความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษมีความสําคัญและจําเป็นต้อง
ใช้มากในการศึกษา แสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่ส่วนใหญ่จะตีพิมพ์หรือบันทึกไว้เป็น
ภาษาอังกฤษ แต่จากผลการสอบวัดความรู้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ทบวงมหาวิทยาลัยจัด
สอบทุกปี ในรายวิชาภาษาอังกฤษ 03 ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของข้อสอบเป็นการวัดความสามารถใน
ทักษะการอ่าน ผลการวิเคราะห์สถิติคะแนนสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (O-NET กุมภาพันธ์ 2550) พบว่าคะแนนเฉลี่ยของวิชานี้อยู่ที่ 32.37 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน
ซึ่งจากผู้เข้าสอบ ทั้งหมด 314,383 คน มีจํานวนผู้เข้าสอบที่ได้คะแนนต่ำกว่าครึ่งถึง
287,422 คน จากข้อมูลเหล่านี้
ชี้ให้เห็นว่านักเรียนที่กําลังจะเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษามีความสามารถในการอ่าน
ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำ อาจเนื่องมาจากการอ่านเป็นทักษะที่ซับซ้อนและต้องอาศัยการฝึกฝน
เป็นอย่างดี เพราะการอ่านไม่ใช่เพียงแต่อ่านตัวอักษรออกเท่านั้น จะต้องมีความเข้าใจด้วย
การที่
ทักษะการอ่านในระดับอุดมศึกษาจําเป็นต้องได้รับการพัฒนาทั้งนี้เนื่องจากการอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่จําเปนในการแสวงหาความรูความคิด (สุวรรณา
โปทา, 2545) หากผูเรียนมี ความเข้าใจในสิ่งที่อานยอมส่งผลให้ผูเรียนมีประสบการณที่จะนําไปสูวงการแกปญหาสามารถนําความรูที่ไดรับจากการอานมาประยุกตใชใหเขากับสังคมและสิ่งแวดลอม กอใหเกิดประโยชน ในทางสรางสรรค
จากการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
พบว่าวิธีการสอนอ่านที่สามารถส่งเสริมพัฒนาความคิดและทักษะการอ่านของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง
คือ การสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive reading) ทั้งนี้โอเกิล
และ คาร์ (Ogle and Carr, 1987, อ้างจาก ผจงกาญจน์ ภู่วิภาดาวรรธน์, 2533: 86) ได้กล่าวว่า
การอ่านแบบปฏิสัมพันธ์เป็นวิธีการอ่านที่นักเรียนได้ปฏิสัมพันธ์กับบทอ่าน ได้ใช้กระบวนการคิด (Thinking process) ในขณะที่อ่านนักเรียนจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความคิดจากหัวเรื่องด้วยการใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมเป็นตัวแนะแนวทางในการทำความเข้าใจกับสิ่งที่อ่าน
เรียกว่ากระบวนการอ่านแบบบนสู่ล่าง(Top-down process) ในขณะเดียวกันผู้อ่านได้ใช้ความรู้ทางภาษาในการวิเคราะห์ตั้งแต่ระดับตัวอักษร
โครงสร้าง ไวยากรณ์จนถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างประโยคและข้อความทั้งหมดที่อ่าน
เรียกกระบวนการอ่านแบบล่างสู่บน(Bottom-up process) ช่วยในการทำความเข้าใจบทอ่านไปพร้อมๆกัน
อันจะส่งผลให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นได้
ซึ่งสอดคล้องกับ วอลเลช (Wallace, 1992: 54)
ซึ่งได้กล่าวเสริมว่า การอ่านที่มีประสิทธิภาพคือ การอ่านแบบมีปฏิสัมพันธ์
โดยที่ผู้อ่านเชื่อมโยงสิ่งที่รู้แล้วไปสู่เนื้อหาที่อ่านเพื่อสร้างความหมาย
กระบวนการอ่านต้องประกอบด้วย ผู้อ่าน-เนื้อหา-บริบท
การมีปฏิสัมพันธ์จึงถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้อ่านในการเรียนรู้ ผู้เรียนต้องตระหนักและมีจิตสำนึกในการใช้กลวิธีในการอ่านมากว่าการอ่านภาษาแม่
ในปัจจุบันนี้วิธีการสอนแบบสัมพันธ์ที่เป็นที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจาก เป็นการอ่านที่ให้ผู้เรียนได้ใช้ ความรู้ ทักษะ
ทัศนคติของตนที่มีอยู่ไปช่วยตีความเนื้อเรื่องที่อ่าน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและผู้เขียนเกิดขึ้นเมื่อผู้อ่านได้คาดเดา (Predict) หรือตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับความหมายของข้อความไว้ล่วงหน้า
ทั้งจากประสบการณ์เดิม (Prior knowledge) และบริบทของเนื้อหา และภาษา
เมื่ออ่านข้อความต่อไปความหมายของข้อความจะสะท้อนกลับมายังผู้อ่านเพื่อให้รู้ว่า
การตีความ หรือการเดาในขั้นต้นของผู้อ่านถูกต้องหรือไม่ ผู้อ่านจะเปลี่ยนแปลงการตีความให้ถูกต้องเหมาะสม
หรือเมื่อการตีความขั้นต้นถูกต้องก็จะมีการสะสมข้อมูลเพื่อการตีความในโอกาสต่อไป (ผจงกาญจน์ ภู่วิภาดาวรรธน์, 2534: 86)
และการอ่านตามแนวปฏิสัมพันธ์อีกเทคนิคหนึ่งที่ทำให้นักเรียนเป็นนักอ่านที่สามารถอ่านได้ด้วยตนเองโดยไม่อาศัยครูเป็นผู้แปลให้
คือ เทคนิคการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal reading)
ซึ่งเป็นกลวิธีการอ่านที่ได้รับการพัฒนาคิดค้นขึ้นโดย
พาลินซาร์ และ บราวน์ (Palinscar and Brown, 1986) เป็นวิธีการอ่านที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดอภิปัญญา (Metacognition) เพราะเป็นวิธีที่ทำให้ผู้เรียนตระหนักถึงกลวิธีในการอ่าน
ในกระบวน การเรียนการสอนนั้นผู้สอนจะมีบทบาทมากในช่วงแรกของการเรียนการสอน
คือ ครูผู้สอนจะทำหน้าที่สาธิตการทำกิจกรรมในแต่ละขั้นตอนของเทคนิคการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทให้นักเรียนดูเป็นตัวอย่าง หลังจากนั้นบทบาทของครูผู้สอนจะค่อย ๆ
ลดลงโดยแลกเปลี่ยนให้นักเรียนมีบทบาทในการเรียน
ซึ่งจะทำให้นักเรียนสามารถใช้ความรู้เดิมที่มีอยู่มาประกอบกับบทอ่านที่นักเรียนกำลังอ่าน
นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้น
โดยวิธีการตั้งคำถามไปเรื่อยๆ ในระหว่างที่อ่านบทอ่านจนกว่าจะค้นพบข้อสรุปเพื่อคลี่คลายปัญหาที่สงสัย
ทำให้นักเรียนได้ใช้กิจกรรมด้วยตนเองมากขึ้น
อย่างไรก็ตามการแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูผู้สอนและนักเรียนจะค่อยเป็นค่อยไป กลวิธีการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเป็นกลวิธีการอ่านที่สอนกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิด
ตลอดความคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านโดยผ่านการทำกิจกรรม 4 ขั้นตอนคือ
การคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า
(Predicting)
การตั้งคำถาม(Questioning)
การสรุปความ(Summarizing)
การทำความกระจ่างกับข้อสงสัย
(Clarifying)
โดยครูแสดงแบบอย่างการคิดในระหว่างการทำกิจกรรมทั้ง 4 ในข้างต้น
กลวิธีการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
เป็นกลวิธีการอ่านที่ได้ยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ
ซึ่งทำให้นักเรียนที่ใช้กลวิธีการอ่านแบบดังกล่าวมีความเข้าใจในการอ่านมากขึ้น
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงคาดหวังว่ารูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นนั้นจะมีประสิทธิภาพในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การพัฒนาความรู้ความสามารถในการเรียนภาษาอังกฤษสู่ภาพรวมของมหาวิทยาลัยสู่ความคงทนสู่การเรียนรู้ภาษาอังกฤษมากน้อยเพียงได
จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษา
วัตถุประสงค์ทั่วไป
เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและความคงทนในการเรียน
วัตถุประสงค์เฉพาะ
1.
เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทต่อความ เข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี
2. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทต่อความ
คงทนในการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี
3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
คำถามในการวิจัย
งานวิจัยเรื่อง
การพัฒนารูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและความคงทนในการเรียน
มีคำถามงานวิจัยดังต่อไปนี้
1. ประสิทธิภาพของรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสูงเท่ากับเกณฑ์ที่กำหนด
คือ75/75หรือไม่
2. รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสามารถทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่
3. รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสามารถทำให้ผู้เรียนมีความคงทนในการเรียนภาษาอังกฤษหรือไม่
4. ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเป็นอย่างไร
สมมติฐานในการวิจัย
1. รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสามารถทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
2. รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสามารถทำให้ผู้เรียนมีความคงทนในการเรียนภาษาอังกฤษ
4. ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทอยู่ในระดับดี
ขอบเขตการวิจัย
งานวิจัยเรื่อง
การพัฒนารูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและความคงทนในการเรียน
เป็นงานวิจัยและพัฒนา (Research and development) ผู้วิจัยกำหนดของเขตการ
วิจัยดังนี้
1. ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่
2 จำนวน 30 คน
โดยมาจากนักศึกษาที่ลงเรียนวิชาเลือกเสรีภาษาอังกฤษ
2.ตัวแปรที่ศึกษา
2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่
2.2.1 ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษ
2.2.2 ความคงทนในการเรียนภาษาอังกฤษ
2.2.3 ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
ขั้นตอนการศึกษา
ขั้นตอนที่
1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนากิจกรรมการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
โดยมีหัวข้อดังนี้
1.
ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลความต้องการของผู้เรียน
2.
ศึกษาแนวกิจการการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
3.
วิเคราะห์เอกสารและหลักทฏษฏีเกี่ยวกับการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบกิจกรรมการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท โดยมีขั้นตอนดังนี้
1.
กำหนดกรอบแนวคิดในการพัฒนาจากการสังเคราะห์ข้อมูลในขั้นตอนที่
1
2. ร่างรูปแบบและตรวจสอบรูปแบบ
โดยอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญและสร้างรูปแบบในการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
2.
ประเมินรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอน
3.
พัฒนารูปแบบกิจกรรมการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทตามรูปแบบ
4.
ประเมินคุณภาพกิจกรรมการอ่านที่พัฒนาตามรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
5.
พัฒนาเครื่องมือสำหรับวัดความคิดเห็น
6.
หาประสิทธิภาพเครื่องมือจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มย่อยเพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุง
ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
ทดลองใช้รูปแบบจากกลุ่มตัวอย่างในขั้นภาคสนาม
กับกลุ่มตัวอย่าง 30
คน
ขั้นตอนที่ 4 รับรองรูปแบบและนำเสนอรูปแบบ
นำรูปแบบที่ผ่านการรับรองแล้วรับรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ
แล้วนำไปแก้ไขปรับปรุงเพื่อพัฒนาต้นแบบรูปการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
เวลาที่ใช้ในการวิจัย
ประมาณ พฤษภาคม 2557
คิดว่าจะเริ่มงานวิจัยตั้งแต่เดือน มกราคม 2557
และเสนอวิทยานิพนธ์
ภายในเดือน
กุมภาพันธ์ 2558
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 30,000 บาท
ลงชื่อ……………………………….ผู้เสนอหัวข้อ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น