วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การพัฒนารูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและความคงทนในการเรียน

แบบเสนอหัวข้อและโครงการวิทยานิพนธ์

ชื่อ  นางสาวอังชรินทร์ เด็ดดวง
สาขาวิชา  การสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ
หัวข้อวิทยานิพนธ์ภาษาไทย   การพัฒนารูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและความคงทนในการเรียน
หัวข้อวิทยานิพนธ์ภาษาอังกฤษ  THE DEVELOPMENT OF RECIPROCAL READING ACTIVITIES MODEL FOR THE ENHANCMENT OF BACHELOR DEGREE STUDENTS’ENGLISH READING COMPREHENSION AND THEIR LEARNING RETENTION
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศสมาชิกที่ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือซึ่งกันและกันทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี การวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และจากการรวมตัวของกลุ่มประเทศสมาชิกนี้ ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารและการทำงานของประเทศในกลุ่มสมาชิกก็คือภาษาอังกฤษ (The Asean charter, 2008: 29) และด้วยการเจริญเติบโตในด้านการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการนำมาใช้เพื่องานในด้านต่างๆ เหล่านี้ ดังนั้นประชาชนในสังคมจึงต้องการความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นทุกอาชีพ (มาลินี จันทร์วิมล และคณะ, 2546)
                 เนื่องจากธุรกิจกระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ทำให้การติดต่อสื่อสารทางด้านธุรกิจมีมากขึ้น  และมีระยะทางไกลขึ้น  จึงคาดว่าศตวรรษที่ 21 นี้  หน่วยงานที่อยู่ห่างไกลกันทั่วโลกจะติดต่อกันด้วย    การอ่านและการเขียน  มากกว่าการฟัง และการพูด และเนื่องจากวัฒนธรรมที่หลากหลายทั่วโลกและข้อมูลข่าวสาร ทางธุรกิจที่แตกต่างกัน ด้านความคิดและความเชื่อ  ทำให้พนักงานในปัจจุบันและในอนาคตจำเป็นต้องใช้ทักษะในการอ่านตีความหมายของข้อมูล มากกว่าทักษะอื่น (Smith et al., 2000: 382-383)
                 อัจฉรา วงศ์โสธร และคณะ (2545, อ้างถึงใน อารีรักษ์  มีแจ้ง, 2547) ได้สำรวจความคิดเห็นของบุคคลสี่กลุ่ม คือ กลุ่มผู้จ้างงานภาครัฐ กลุ่มผู้จ้างงานภาคเอกชน กลุ่มอาจารย์ในระดับ อุดมศึกษา กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี เกี่ยวกับทักษะภาษาอังกฤษที่บุคลากรที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีในหน่วยงานที่จำเป็นต้องใช้  พบว่า โดยรวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสี่กลุ่มมีความเห็นว่าทักษะที่ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีต้องใช้มากที่สุดคือทักษะการอ่าน นอกจากนี้แล้วความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษยังมีความสำคัญและจำเป็นต้องใช้มากในการศึกษา โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา  ทั้งนี้เพราะผู้เรียนจะต้องใช้ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้จากข้อมูลแหล่งต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตีพิมพ์บันทึกไว้เป็นภาษาอังกฤษ อีกด้วย
ในระดับอุดมศึกษา ความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษมีความสําคัญและจําเป็นต้อง ใช้มากในการศึกษา แสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่ส่วนใหญ่จะตีพิมพ์หรือบันทึกไว้เป็น ภาษาอังกฤษ แต่จากผลการสอบวัดความรู้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ทบวงมหาวิทยาลัยจัด สอบทุกปี ในรายวิชาภาษาอังกฤษ 03 ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของข้อสอบเป็นการวัดความสามารถใน ทักษะการอ่าน ผลการวิเคราะห์สถิติคะแนนสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (O-NET กุมภาพันธ์ 2550) พบว่าคะแนนเฉลี่ยของวิชานี้อยู่ที่ 32.37 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ซึ่งจากผู้เข้าสอบ ทั้งหมด 314,383 คน มีจํานวนผู้เข้าสอบที่ได้คะแนนต่ำกว่าครึ่งถึง 287,422 คน จากข้อมูลเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่านักเรียนที่กําลังจะเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษามีความสามารถในการอ่าน ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำ อาจเนื่องมาจากการอ่านเป็นทักษะที่ซับซ้อนและต้องอาศัยการฝึกฝน เป็นอย่างดี เพราะการอ่านไม่ใช่เพียงแต่อ่านตัวอักษรออกเท่านั้น จะต้องมีความเข้าใจด้วย การที่ ทักษะการอ่านในระดับอุดมศึกษาจําเป็นต้องได้รับการพัฒนาทั้งนี้เนื่องจากการอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่จําเปนในการแสวงหาความรูความคิด  (สุวรรณา  โปทา2545) หากผูเรียนมี ความเข้าใจในสิ่งที่อานยอมส่งผลให้ผูเรียนมีประสบการณที่จะนําไปสูวงการแกปญหาสามารถนําความรูที่ไดรับจากการอานมาประยุกตใชใหเขากับสังคมและสิ่งแวดลอม  กอใหเกิดประโยชน ในทางสรางสรรค
จากการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการสอนอ่านภาษาอังกฤษ พบว่าวิธีการสอนอ่านที่สามารถส่งเสริมพัฒนาความคิดและทักษะการอ่านของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง คือ การสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive reading) ทั้งนี้โอเกิล และ คาร์ (Ogle and Carr, 1987, อ้างจาก  ผจงกาญจน์ ภู่วิภาดาวรรธน์, 2533: 86) ได้กล่าวว่า การอ่านแบบปฏิสัมพันธ์เป็นวิธีการอ่านที่นักเรียนได้ปฏิสัมพันธ์กับบทอ่าน  ได้ใช้กระบวนการคิด (Thinking process) ในขณะที่อ่านนักเรียนจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความคิดจากหัวเรื่องด้วยการใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมเป็นตัวแนะแนวทางในการทำความเข้าใจกับสิ่งที่อ่าน เรียกว่ากระบวนการอ่านแบบบนสู่ล่าง(Top-down process)  ในขณะเดียวกันผู้อ่านได้ใช้ความรู้ทางภาษาในการวิเคราะห์ตั้งแต่ระดับตัวอักษร โครงสร้าง ไวยากรณ์จนถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างประโยคและข้อความทั้งหมดที่อ่าน เรียกกระบวนการอ่านแบบล่างสู่บน(Bottom-up process) ช่วยในการทำความเข้าใจบทอ่านไปพร้อมๆกัน อันจะส่งผลให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับ วอลเลช (Wallace, 1992: 54) ซึ่งได้กล่าวเสริมว่า การอ่านที่มีประสิทธิภาพคือ การอ่านแบบมีปฏิสัมพันธ์ โดยที่ผู้อ่านเชื่อมโยงสิ่งที่รู้แล้วไปสู่เนื้อหาที่อ่านเพื่อสร้างความหมาย กระบวนการอ่านต้องประกอบด้วย ผู้อ่าน-เนื้อหา-บริบท การมีปฏิสัมพันธ์จึงถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้อ่านในการเรียนรู้   ผู้เรียนต้องตระหนักและมีจิตสำนึกในการใช้กลวิธีในการอ่านมากว่าการอ่านภาษาแม่
ในปัจจุบันนี้วิธีการสอนแบบสัมพันธ์ที่เป็นที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจาก เป็นการอ่านที่ให้ผู้เรียนได้ใช้ ความรู้ ทักษะ ทัศนคติของตนที่มีอยู่ไปช่วยตีความเนื้อเรื่องที่อ่าน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและผู้เขียนเกิดขึ้นเมื่อผู้อ่านได้คาดเดา (Predict) หรือตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับความหมายของข้อความไว้ล่วงหน้า ทั้งจากประสบการณ์เดิม (Prior knowledge) และบริบทของเนื้อหา และภาษา เมื่ออ่านข้อความต่อไปความหมายของข้อความจะสะท้อนกลับมายังผู้อ่านเพื่อให้รู้ว่า การตีความ หรือการเดาในขั้นต้นของผู้อ่านถูกต้องหรือไม่ ผู้อ่านจะเปลี่ยนแปลงการตีความให้ถูกต้องเหมาะสม หรือเมื่อการตีความขั้นต้นถูกต้องก็จะมีการสะสมข้อมูลเพื่อการตีความในโอกาสต่อไป (ผจงกาญจน์ ภู่วิภาดาวรรธน์, 2534: 86) และการอ่านตามแนวปฏิสัมพันธ์อีกเทคนิคหนึ่งที่ทำให้นักเรียนเป็นนักอ่านที่สามารถอ่านได้ด้วยตนเองโดยไม่อาศัยครูเป็นผู้แปลให้ คือ เทคนิคการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท  (Reciprocal reading) ซึ่งเป็นกลวิธีการอ่านที่ได้รับการพัฒนาคิดค้นขึ้นโดย พาลินซาร์ และ บราวน์ (Palinscar and Brown, 1986) เป็นวิธีการอ่านที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดอภิปัญญา (Metacognition) เพราะเป็นวิธีที่ทำให้ผู้เรียนตระหนักถึงกลวิธีในการอ่าน ในกระบวน การเรียนการสอนนั้นผู้สอนจะมีบทบาทมากในช่วงแรกของการเรียนการสอน คือ ครูผู้สอนจะทำหน้าที่สาธิตการทำกิจกรรมในแต่ละขั้นตอนของเทคนิคการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทให้นักเรียนดูเป็นตัวอย่าง หลังจากนั้นบทบาทของครูผู้สอนจะค่อย ๆ ลดลงโดยแลกเปลี่ยนให้นักเรียนมีบทบาทในการเรียน ซึ่งจะทำให้นักเรียนสามารถใช้ความรู้เดิมที่มีอยู่มาประกอบกับบทอ่านที่นักเรียนกำลังอ่าน นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้น โดยวิธีการตั้งคำถามไปเรื่อยๆ ในระหว่างที่อ่านบทอ่านจนกว่าจะค้นพบข้อสรุปเพื่อคลี่คลายปัญหาที่สงสัย ทำให้นักเรียนได้ใช้กิจกรรมด้วยตนเองมากขึ้น อย่างไรก็ตามการแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูผู้สอนและนักเรียนจะค่อยเป็นค่อยไป  กลวิธีการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเป็นกลวิธีการอ่านที่สอนกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิด  ตลอดความคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านโดยผ่านการทำกิจกรรม  4 ขั้นตอนคือ  การคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า (Predicting) การตั้งคำถาม(Questioning) การสรุปความ(Summarizing) การทำความกระจ่างกับข้อสงสัย (Clarifying) โดยครูแสดงแบบอย่างการคิดในระหว่างการทำกิจกรรมทั้งในข้างต้น กลวิธีการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท  เป็นกลวิธีการอ่านที่ได้ยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ  ซึ่งทำให้นักเรียนที่ใช้กลวิธีการอ่านแบบดังกล่าวมีความเข้าใจในการอ่านมากขึ้น
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงคาดหวังว่ารูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นนั้นจะมีประสิทธิภาพในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การพัฒนาความรู้ความสามารถในการเรียนภาษาอังกฤษสู่ภาพรวมของมหาวิทยาลัยสู่ความคงทนสู่การเรียนรู้ภาษาอังกฤษมากน้อยเพียงได
จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษา
             วัตถุประสงค์ทั่วไป
    เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและความคงทนในการเรียน
    วัตถุประสงค์เฉพาะ
1. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทต่อความ เข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี
2.  เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทต่อความ คงทนในการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี
3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท


คำถามในการวิจัย
งานวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและความคงทนในการเรียน มีคำถามงานวิจัยดังต่อไปนี้

                  1. ประสิทธิภาพของรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสูงเท่ากับเกณฑ์ที่กำหนด คือ75/75หรือไม่
                2. รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสามารถทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่
                  3.  รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสามารถทำให้ผู้เรียนมีความคงทนในการเรียนภาษาอังกฤษหรือไม่
                  4.      ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเป็นอย่างไร

สมมติฐานในการวิจัย
                 1. รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสามารถทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
                  2.  รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทสามารถทำให้ผู้เรียนมีความคงทนในการเรียนภาษาอังกฤษ
                  4.      ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทอยู่ในระดับดี
ขอบเขตการวิจัย
งานวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรีและความคงทนในการเรียน เป็นงานวิจัยและพัฒนา (Research and development) ผู้วิจัยกำหนดของเขตการ  วิจัยดังนี้
                 1. ประชากร
         ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
                   กลุ่มตัวอย่าง
                 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 จำนวน 30 คน โดยมาจากนักศึกษาที่ลงเรียนวิชาเลือกเสรีภาษาอังกฤษ
                 2.ตัวแปรที่ศึกษา
                 2.1 ตัวแปรต้น   ได้แก่ รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
                     2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่
                                    2.2.1 ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษ
                                    2.2.2 ความคงทนในการเรียนภาษาอังกฤษ
                                    2.2.3 ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
ขั้นตอนการศึกษา
ขั้นตอนที่ 1          ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนากิจกรรมการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท โดยมีหัวข้อดังนี้
1.        ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลความต้องการของผู้เรียน
2.        ศึกษาแนวกิจการการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
3.        วิเคราะห์เอกสารและหลักทฏษฏีเกี่ยวกับการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบกิจกรรมการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท  โดยมีขั้นตอนดังนี้
1.          กำหนดกรอบแนวคิดในการพัฒนาจากการสังเคราะห์ข้อมูลในขั้นตอนที่ 1
          2.  ร่างรูปแบบและตรวจสอบรูปแบบ โดยอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญและสร้างรูปแบบในการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
2.          ประเมินรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอน
3.         พัฒนารูปแบบกิจกรรมการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาทตามรูปแบบ
4.         ประเมินคุณภาพกิจกรรมการอ่านที่พัฒนาตามรูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
5.         พัฒนาเครื่องมือสำหรับวัดความคิดเห็น
6.         หาประสิทธิภาพเครื่องมือจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มย่อยเพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุง
ขั้นตอนที่ 3  ทดลองใช้รูปแบบการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
ทดลองใช้รูปแบบจากกลุ่มตัวอย่างในขั้นภาคสนาม กับกลุ่มตัวอย่าง 30 คน
ขั้นตอนที่  4 รับรองรูปแบบและนำเสนอรูปแบบ
            นำรูปแบบที่ผ่านการรับรองแล้วรับรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วนำไปแก้ไขปรับปรุงเพื่อพัฒนาต้นแบบรูปการอ่านแบบแลกเปลี่ยนบทบาท
เวลาที่ใช้ในการวิจัย ประมาณ  พฤษภาคม 2557
คิดว่าจะเริ่มงานวิจัยตั้งแต่เดือน  มกราคม 2557
และเสนอวิทยานิพนธ์ ภายในเดือน กุมภาพันธ์ 2558
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ  30,000 บาท


ลงชื่อ……………………………….ผู้เสนอหัวข้อ

                                                                                               
โครงการวิจัย (Research Project)
......................................

ชื่อโครงการวิจัย        
การพัฒนารูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2  มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
THE DEVELOPMENT OF METACOGNITIVE ACTIVITIES MODEL TO ENHANCE BUSINESS READING, FOR THE SOPHORMORE BUSINESS ENGLISH STUDENTS, ROI-ET RAJABHAT UNIVERSITY

1.  ผู้รับผิดชอบ
             อาจารย์  อังชรนทร์ เด็ดดวง  สาขาวิชาภาษาอังกฤษ  คณะครุศาสตร์ 
             มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด  สัดส่วนทำการวิจัย  100%


2.  ประเภทการวิจัย
             การวิจัยและพัฒนา  (Research  and  Development)

3.  สาขาวิชาการและกลุ่มวิชาที่ทำการวิจัย
             การศึกษา

4.  คำสำคัญ (keywords) ของโครงการวิจัย
             อภิปัญญา
             -  บทอ่านธุรกิจ

5.  ความสำคัญและที่มาของปัญหา
             องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ศึกษาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 โดยมีสาระตอนหนึ่งที่ได้กล่าวถึง  4  เสาหลักของการเรียนรู้ซึ่งประกอบด้วย การเรียนเพื่อรู้  การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติได้จริง การเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันและการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น  และการเรียนรู้เพื่อชีวิต และมีเป้าหมายการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับสี่เสาหลักของการเรียนรู้ที่สำคัญ คือ ผู้เรียนต้องมีวิธีการคิดระดับสูง มีวิธีการเรียนรู้พร้อมทั้งเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้(คณะกรรมาธิการนานาชาติว่าด้วยการศึกษาในศตวรรษที่ 21,2551)
    ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศสมาชิกที่ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือซึ่งกันและกันทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี การวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และจากการรวมตัวของกลุ่มประเทศสมาชิกนี้ ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารและการทำงานของประเทศในกลุ่มสมาชิกก็คือภาษาอังกฤษ (The Asean charter, 2008: 29) และด้วยการเจริญเติบโตในด้านการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการนำมาใช้เพื่องานในด้านต่างๆ เหล่านี้ ดังนั้นประชาชนในสังคมจึงต้องการความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นทุกอาชีพ (มาลินี จันทร์วิมล และคณะ, 2546)
        อย่างไรก็ตามผู้ที่สำเร็จการศึกษามักจะพบว่าการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรปกติไม่ได้มุ่งเน้นหรือให้ความสำคัญต่อการนำภาษาอังกฤษไปใช้ในงานอาชีพเท่าที่ควร จึงเป็นผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาดังกล่าวยังคงเป็นแรงงานที่ขาดการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ และคุณภาพกำลังคนที่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันทั้งกับตนเองและประเทศอื่นๆ จนเป็นปัญหาในลักษณะต่อเนื่องไปในอนาคต (ผะอบ พวงน้อย และคณะ, 2554)  จากงานวิจัยเชิงสำรวจจำนวนมากพบว่านักศึกษา บัณฑิตและหน่วยงานต่างๆ ของราชการรัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชนมีความต้องการและมีการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการอ่าน เขียน ฟังและพูดในการบริหารกิจการในระดับปานกลางถึงระดับสูง (สุพัฒน์ สุกมลสันต์, 2549)  ดังนั้นเพื่อผลิตนักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถทันกับความเจริญก้าวหน้า  และตอบสนองความต้องการในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในวงการอาชีพต่างๆ การเรียนการสอนในปัจจุบันจึงเน้นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ (English for Specific Purposes : ESP) ภาษาอังกฤษที่มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของผู้เรียน โดยมีจุดมุ่งหมายคือเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้และสามารถนำความรู้ภาษาอังกฤษไปใช้ตามสาขาอาชีพต่างๆ โดยใช้ความรู้ภาษาอังกฤษในระดับทั่วไปเป็นพื้นฐานในการเรียนภาษาอังกฤษตามสาขาวิชาเฉพาะ ดังนั้นการที่จะกำหนดวัตถุประสงค์ในการเรียนให้สอดคล้องกับลักษณะการประกอบอาชีพในสถานการณ์ปัจจุบัน สถาบันการศึกษาควรออกแบบหลักสูตรภาษาอังกฤษเฉพาะกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้อง โดยทำการวิเคราะห์ความต้องการ (Needs analysis) ของกลุ่มบุคลากรเป้าหมาย เช่น  ผู้เรียน  ผู้สอน และสถานประกอบการที่ผู้เรียนจะไปประกอบอาชีพ (Nunan, 1991: 44-45)
    สตรีเวน(Streven, 1988) ได้กล่าวถึงการสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ (ESP) สรุปได้ว่า  ภาษาอังกฤษเฉพาะกิจเป็นชื่อที่เรียกหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษที่ไม่ได้มุ่งเน้นเนื้อหาทางด้านวัฒนธรรม หรือวรรณคดี  แต่มุ่งให้สามารถใช้ภาษาได้จริงโดยเชื่อมโยงการสอนภาษาเข้ากับความต้องการที่เกี่ยวข้องกับงานเฉพาะด้าน (Specific job) หรือความต้องการที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ (Specific Purposes) ยิ่งไปกว่านั้น ภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ เป็นหลักสูตรที่จำเป็นต้องมีการเลือกตัวภาษา (Language Content) ทั้งในเรื่องคำ โครงสร้าง ไวยากรณ์  วากยะ (rhetoric) หน้าที่ของภาษาในการสื่อสาร (Language Function) และบางครั้งรวมถึงการกำหนดทักษะให้เหมาะสมกับผู้เรียน(Hutchinson and Waters, 1989 ; Puello, 1990 ; Robibson, 1991 ;  Thomas, 1991 ;  Graves, 1996) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียนนั้นไม่ได้หมายถึงเพียงการศึกษาความต้องการของผู้เรียนก่อนเรียน (Pre-study) เท่านั้นแต่ยังรวมถึงการศึกษาความต้องการของผู้เรียนในช่วงระหว่างการเรียนการสอนด้วยเพื่อสามารถนำไปปรับเปลี่ยนเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ของผู้เรียน (Nunan, 1988, อ้างถึงใน Jordan, 1997) ซึ่งตรงกับแนวโน้มใหม่ในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบันที่ต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาอยู่เสมอ  เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจการเรียนและยังสามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาการเรียนของผู้เรียนเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาความสามารถทางภาษาของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ (Kute, 2003)
             มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดเป็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่นที่เปิดขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้การศึกษาวิชาการและวิชาชีพ  ทำการวิจัย และให้บริการทางด้านวิชาการแก่สังคม  และรับนักศึกษาภายในจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดใกล้เคียงได้มีโอกาสเข้ามาศึกษา ภายใต้ความหลากหลายของหลักสูตรและสาขาวิชา  ในขณะเดียวกันทางมหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นวิชาการศึกษาทั่วไปที่ทุกคณะจะต้องได้เรียน เพื่อการติดต่อสื่อสารและการประกอบอาชีพในอนาคต อาทิเช่น ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ภาษาอังกฤษเพื่องานอาชีพ และภาษาอังกฤษธุรกิจ เป็นต้น
             เนื่องจากธุรกิจกระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ทำให้การติดต่อสื่อสารทางด้านธุรกิจมีมากขึ้น  และมีระยะทางไกลขึ้น  จึงคาดว่าศตวรรษที่ 21 นี้  หน่วยงานที่อยู่ห่างไกลกันทั่วโลกจะติดต่อกันด้วย  การอ่านและการเขียน  มากกว่าการฟัง และการพูด และเนื่องจากวัฒนธรรมที่หลากหลายทั่วโลกและข้อมูลข่าวสาร ทางธุรกิจที่แตกต่างกัน ด้านความคิดและความเชื่อ  ทำให้พนักงานในปัจจุบันและในอนาคตจำเป็นต้องใช้ทักษะในการอ่านตีความหมายของข้อมูล มากกว่าทักษะอื่น (Smith et al., 2000: 382-383)
             ในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษนั้น  ทักษะด้านการอ่านเป็นทักษะที่มีความจำเป็นลำดับหนึ่ง (อัจฉรา วงศ์โสธร, 2550) นอกจากนั้น  รีเวอร์ส (Rivers, 1981: 260) ได้กล่าวถึงทักษะการอ่านว่า เมื่อผู้เรียนคนไดได้พัฒนาทักษะการอ่านของตนเองได้แล้ว ทักษะนี้ก็จะคงอยู่กับตัวผู้เรียนตลอดไป และจะช่วยทำให้ความสามารถที่จะเพิ่มพูนความรู้ด้วยตนเองได้  ดังนั้น ทักษะการอ่านเป็นเครื่องมือหรือสื่อที่ช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการทางสมองหรือมีพัฒนาการด้านความคิด เนื่องจากการอ่านเป็นกระบวนการในการหาความหมายจากบทอ่าน ผู้อ่านต้องรู้กระบวนการในการทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตนอ่าน ซึ่งการอ่านเป็นกระบวนการที่ต้องคิดอยู่ตลอดเวลา (Goodman, 1970: 9)
             จากการศึกษาความสามารถในทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ในระดับปริญญาตรีนั้น   พบว่า ความสามารถในทักษะการอ่านภาษาอังกฤษยังอยู่ในระดับต่ำ ไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื้อหามีความยากง่ายไม่เหมาะสมกับผู้เรียน และครูผู้สอนใช้วิธีที่ไม่เหมาะสม (สุธิดา ศิริพงศ์, 2542) นอกจากนั้น จากงานวิจัยของ (วิภาดา รัตนวิจักขณ์, 2540)  ได้กล่าวถึงปัญหาของนักศึกษาที่จบจากสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษา พบว่า นักศึกษาขาดการเรียนรู้ด้านคำศัพท์ และโครงสร้างทางไวยากรณ์ และยังมีทัศนคติและแรงจูงใจต่อการเรียนภาษาอังกฤษต่ำ ขาดการฝึกปฏิบัติ และเมื่อจบการศึกษาไม่สามารถนำความรู้ภาษาอังกฤษไปใช้ในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพได้   สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ก็มีผลการเรียนอยู่ในระดับที่ไม่เป็นที่น่าพอใจเช่นกัน  ดังตัวอย่างจากรายงานสรุปผลการตัดสินผลการเรียนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ของผลการวัดและประเมินผลของทางมหาวิทยาลัยพบว่า  ผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ 1  (รหัส )  ซึ่งเป็นรายวิชาสำหรับหลักสูตรระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ นั้นมีผู้เรียนระดับเกรด A ร้อยละ 6.25  เกรด B ร้อยละ 13.39 เกรด ร้อยละ 35.71  เกรด D ร้อยละ  20. 53 และผู้ที่สอบไม่ผ่านในรายวิชาดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 24.10
    จากสาเหตุและปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้เรียนขาดกลวิธีที่เหมาะสมที่จะทำความเข้าใจกับเรื่องที่อ่านรวมไปถึงหลักสูตรภาษาอังกฤษมีเนื้อหาเกี่ยวกับภาษาอังกฤษทั่วไป ยังไม่ตอบสนองความต้องการและความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน (มาลินี  จันทวิมล, 2535: 17) หรือสาเหตุอีกประการหนึ่งคือ เนื้อหาในหลักสูตร ไม่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ เมื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่สถานศึกษาจัดให้ไม่ประสบความสำเร็จ และไม่เพียงพอที่จะให้ผู้เรียนนำภาษาไปใช้ใน การประกอบอาชีพได้ (Thomas, 1991: 50-57)
       จากการศึกษาเกี่ยวกับกลวิธีอ่านภาษาอังกฤษ พบว่าวิธีการอ่านที่สามารถส่งเสริมพัฒนาความรู้ความคิดและทักษะการอ่านของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง คือ วิธีการอ่านโดยใช้กลวิธีอภิปัญญาในการอ่าน ซึ่งเป็นกลวิธีการอ่านที่เน้นทักษะความรู้ความคิดเพื่อใช้ในการควบคุมตนเองในการเรียนรู้และกระทำกิจกรรม  มีการวางแผนการอ่านอย่างเป็นระบบ ขั้นตอน  รู้เป้าหมายของการอ่าน และวิธีที่จะใช้กับการอ่านนั้นๆ  การการตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง  รวมถึงการประเมินการอ่านของตนเองเพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดจากการอ่าน และหาแนวทางแก้ไขการอ่านของตนเอง ซึ่งลักษณะดังกล่าวมานี้คือลักษณะของ การใช้กลวิธีอภิปัญญา (O’Malley and Chamot,1990: 137-138)
             อภิปัญญา (Metacognition) คือการคิดในเรื่องที่ตนคิด  เป็นความสามารถของผู้เรียน ที่จะมองเห็นสิ่งที่ตนคิด  และสามารถไตร่ตรองว่าตนรู้อะไร  ทำอะไร  และตนเองไม่รู้อะไร  สิ่งใดที่ ตนยังไม่ได้ทำ กระบวนการทางอภิปัญญา จะทำให้เกิดการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน  และมีการประเมินการคิดซึ่งจะทำให้มี การเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียน (Anderson, 2002)  อภิปัญญาจะเป็นความสามารถที่จะเข้าใจและควบคุม ความคิดของตนเอง  เป็นความรับผิดชอบในการทำกิจกรรมของบุคคล  ผู้เรียนที่จะมีการรู้คิดได้นั้น จะต้องมีระดับของการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการคิดของตนเอง  ตามลักษณะของภาระงานและบริบท ของสังคม (Lin, 2001)  วิธีที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการรู้คิดมี 2 วิธี คือ 1) การฝึกกลยุทธ์  และ 2) การ สร้างสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ช่วยส่ง เสริมกระบวนการทางอภิปัญญา  โดยเนื้อหาวิชาที่จะต้องใช้กระบวนการทางอภิปัญญา  มี 2 ประเภท คือ ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาเฉพาะทาง  เช่น การอ่าน  การเขียน  (Lin, 2001)  และวิธีการที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิดของตนนั้น  มีนักการศึกษาหลายท่านได้ทำวิจัยเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะและกระบวนการคิดของตน   นั่นก็คือ  กิจกรรมอภิปัญญาในการอ่าน (Metacognitive Reading Activities) 
              จากเหตุผลดังกล่าว เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในการพัฒนาคนให้เข้าสู่ประชาคมอาเซียน และให้สอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ 21  คือต้องมีทักษะในการคิดวิจารณญาณ  การแก้ปัญหา และความคิดริเริ่มในการชี้นำตนเอง (วิชัย วงษ์ใหญ่, 2554)  ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนารูปแบบกิจกรรมอภิปัญญาในการอ่านให้แก่ผู้เรียน    โดยที่ผู้วิจัยคาดว่าจะช่วยให้ผู้เรียนมีความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น  และสามารถนำเอากระบวนการอ่านไปใช้ในชีวิตประจำวันและในงานอาชีพของตนได้    ซึ่งผู้วิจัยได้สังเคราะห์ รูปแบบการกิจกรรมอภิปัญญาในการอ่านภาษาอังกฤษ โดยมีรูปแบบ OPIMEE Model  ซึ่งประกอบด้วย  6  กิจกรรม คือ 1)  การสำรวจบทอ่าน (Orientating)  2)  การวางแผนในการอ่าน  (Planning)  3)  การดำเนินการอ่าน (Implementing)  4)  การควบคุมการอ่าน (Monitoring)   5)  การประเมินผลและการตรวจสอบการอ่าน  (Evaluating and Checking)   และ 6)  การสรุปรายละเอียด (Elaboration)  ดังนั้นการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะได้ข้อค้นพบ ที่จะนำไปสู่แนวทางในการจัดการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษที่ช่วยพัฒนาความสามารถในการอ่านของผู้เรียนในระดับปริญญาตรีต่อไป

วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย
     วัตถุประสงค์ทั่วไป
     เพื่อพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 ให้ได้ตามเกณฑ์ 80/80 (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2520: 135)
         วัตถุประสงค์เฉพาะ
             1. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญา ในการอ่านบทอ่านธุรกิจ ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
             2. เพื่อศึกษาการใช้กลวิธีทางอภิปัญญาที่นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ใช้ในการอ่าน
             3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ต่อการใช้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ

คำถามในการวิจัย
    1. ประสิทธิภาพรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ที่กำหนดไว้คือ 80/80 หรือไม่
    2. ความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2  มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด หลังการใช้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญา หรือไม่
    3. สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ใช้กลวิธีทางอภิปัญญาอย่างไรในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
    4. นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มีความคิดเห็นอย่างไรต่อรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น





สมมติฐานในการวิจัย
    1. ประสิทธิภาพรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ที่กำหนดไว้คือ 80/80 (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2520: 135)
    2. ความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2  มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด หลังการใช้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญา
    3. นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ใช้กลวิธีทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ ได้แก่   การสำรวจบทอ่าน การวางแผนในการอ่าน การดำเนินการอ่าน การควบคุมการอ่าน การประเมินผลและการตรวจสอบการอ่าน และ การสรุปรายละเอียด
    4. นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มีความคิดเห็นต่อรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นอยู่ในระดับดี
ขอบเขตการวิจัย
    1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
             1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2556 จำนวน  2   ห้อง จำนวนนักศึกษาทั้งหมด  120  คน
             2.   กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling)  ได้นักศึกษากลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 ห้อง 2  จำนวน 30 คน
        3ตัวแปรที่ต้องศึกษา
             3.1 ตัวแปรต้น คือ รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
              3.2 ตัวแปรตาม คือ
                         3.2.1 ความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
                         3.2.2 กลวิธีทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
                         3.2.3 ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
             ระยะเวลาในการวิจัย
                         12 เดือน
นิยามศัพท์เฉพาะ
             อภิปัญญา (Metacognitive) หมายถึง กระบวนการคิดในเรื่องที่ตนคิด  เป็นความสามารถของผู้เรียน ที่จะมองเห็นสิ่งที่ตนคิด  และสามารถไตร่ตรองว่าตนรู้อะไร  ทำอะไร  และตนเองไม่รู้อะไร  สิ่งใดที่ ตนยังไม่ได้ทำ กระบวนการทางอภิปัญญา จะทำให้เกิดการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน  และมีการประเมินการคิดซึ่งจะทำให้มี ซึ่งประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ดังนี้
    ขั้นที่  1  การสำรวจบทอ่าน (Orientating)
    ขั้นที่ 2  การวางแผนในการอ่าน  (Planning) 
    ขั้นที่ 3  การดำเนินการอ่าน (Implementing)
    ขั้นที่ 4  การควบคุมการอ่าน (Monitoring)
    ขั้นที่ 5  การประเมินผลและการตรวจสอบการอ่าน(Evaluating and Checking)
    ขั้นที่ 6  การสรุปรายละเอียด (Elaboration) 
                 บทอ่านธุรกิจ (Business Reading)   บทอ่านที่มีเนื้อหา/หรือเอกสารด้านธุรกิจ เช่น แผ่นพับ คู่มือ การประชุม การบริการ จดหมายธุรกิจต่างๆ การสอบถาม การสมัครงาน ซึ่งหัวเรื่องได้มาจากการศึกษาหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ (BU 1222) โดยเนื้อหาได้มาจาก การสำรวจความต้องการหัวเรื่อง (Topics) จากผู้เรียน อาจารย์ผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ  และสถานประกอบการต่างๆ ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด

กรอบแนวคิดการพัฒนารูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
             จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  ในเรื่องการพัฒนารูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญา ผู้วิจัยจึงนำแนวคิดและทฤษฎีดังกล่าวมาเป็นทฤษฎีพื้นฐาน ในการสร้างรูปแบบการการสอนและสังเคราะห์กรอบแนวคิดในการพัฒนารูปแบบการเรียนด้วยกิจกรรมกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจดังแสดงในภาพต่อไปนี้













ผลที่เกิดจากการใช้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ

  1. ความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
  2. กลวิธีทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
  3. ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ 
 
สำรวจและวิเคราะห์ความต้องการในการอ่านในด้านบทอ่านธุรกิจ
 
สร้างรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
การอ่านบทอ่านธุรกิจ
 
    รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาใน
การอ่านบทอ่านธุรกิจประกอบด้วย 6
                ขั้นตอนได้แก่
ขั้นที่ 1  การสำรวจบทอ่าน (Orientating)
ขั้นที่ 2  การวางแผนในการอ่าน  (Planning) 
ขั้นที่ 3  การดำเนินการอ่าน (Implementing)
ขั้นที่ 4  การควบคุมการอ่าน (Monitoring)
ขั้นที่ 5  การประเมินผลและการตรวจสอบการอ่าน
  (Evaluating and Checking)
ขั้นที่ 6  การสรุปรายละเอียด (Elaboration) 

 


กรอบแนวคิดรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจสำหรับสำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด


 การทบทวนวรรณกรรม / สารสนเทศ (Information) ที่เกี่ยวข้อง
     1. การอ่าน (Reading)
                 ความหมายของการอ่าน
             ความหมายของการอ่านตามแนวการสอนอ่าน
             ความเข้าใจในการอ่าน
             ระดับความเข้าใจในการอ่าน
             องค์ประกอบของการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ
    2.  อภิปัญญา (Metacognition)
             ความรู้ในอภิปัญญา
             การควบคุมกิจกรรมอภิปัญญา
             กิจกรรมอภิปัญญาในการอ่าน
   3. การสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ
             แนวคิดเกี่ยวกับภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ
             ความหมายของภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ
             ประเภทของภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ
             ภาษาอังกฤษธุรกิจ


    1. การอ่านและการสอนอ่าน
    1.1 ความหมายของการอ่าน
             แฮริสและสมิธ ( Harris and Smith. 1976 : 14)  ได้ให้ความหมายของการอ่านว่า   รูปแบบหนึ่งของการสื่อความหมาย   เป็นการแลกเปลี่ยนความคิด   ข่าวสาร    ความรู้ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน    ลักษณะของการสื่อความซึ่งกันและกัน โดยที่ผู้เขียนจะแสดงความคิดเห็นของตัวเองด้วยภาษาลักษณะการเขียนของแต่ละบุคคล ส่วนผู้อ่านจะพยายามหาความหมายของสิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนไว้   ความสามารถที่จะทำนายหรือ  ถอดความจากข้อความที่อ่านขึ้นอยู่กับประสบการณ์เดิมของผู้อ่าน ได้แก่ ความคุ้นเคยหัวเรื่อง  ความคิดที่สำคัญ ๆ  ของเรื่อง    ตลอดจนความรู้ทางภาษาของผู้อ่านเองด้วย
             คูเปอร์ (Cooper. 1979 : 3) ได้กล่าวว่า  การอ่าน  หมายถึง  กระบวนการสร้างหรือการพัฒนาความหมายของเนื้อหาที่เป็นตัวอักษร  ซึ่งผู้อ่านต้องนำความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้อ่านมาเชื่อมโยงในการอ่านโดยกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและเนื้อความ    กระบวนการรับความหมายจากตัวอักษร หรือที่เรียกว่าการอ่านเพื่อความเข้าใจ    แต่ทั้งนี้    การอ่านเป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน การที่ผู้อ่านจะเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนเขียน   ผู้อ่านต้องรับรู้    แปลความ  ตีความ ตั้งสมมติฐาน    และประเมินสิ่งที่ได้อ่าน  จากนิยมดังกล่าวข้างต้นสามารถประมวลความหมายของการอ่านได้ดังนี้
             วัฒนา  บาลโพธิ์  (2547: บทนำ)   ได้ให้ความหมายของการอ่านว่า    การอ่านเป็นกิจกรรมที่อาศัย องค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ใช่กิจกรรมที่ผู้อ่านเพียงทราบความหมายของคำศัพท์ก็อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะความหมายของคำศัพท์ขึ้นอยู่กับบริบท   และอุปมาอุปมัยในรูปแบบต่างๆ การอ่านเป็นกระบวนสลับซับซ้อน ดังนั้น จึงจำเป็นที่ผู้อ่านต้องมีความรู้หลายองค์ประกอบเพื่อที่จะเข้าใจความหมายของการอ่านได้อย่างถูกต้อง        
             สมุทธ  เซ็นเชาวนิช (2530: 9) ได้ให้ความหมายของการอ่านว่าเป็นการสื่อความหมายระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน มีกระบวนการคล้ายๆ กับการถอดรหัส ผู้เขียนจะอยู่ในฐานนะผู้ลงรหัสความคิด (Decoder) และผู้อ่านจะเป็นผู้ถอดรหัสความคิด (Encoder) นั้น ๆ   กระบวนการจะดำเนินไปอย่างช้า ๆ ก่อนในตอนแรก เมื่อฝึกจนเกิดความชำนาญและมีประสบการณ์มากขึ้น ผู้อ่านก็จะมุ่งประเด็นไปที่ผู้เขียนแทน การอ่านกับความคิดเป็นกระบวนการที่มีความเกี่ยวข้องกันไม่อาจแยกออกจากกันได้
             การอ่าน  คือ การถอดรหัสจากตัวอักษร  และกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน   โดยใช้ตัวอักษรเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร และอุปมาอุปมัยในรูปแบบต่างๆ   โดยผู้อ่านอาศัยการคาดเดาจากภาษาที่อ่าน  บูรณการทักษะที่หลากหลายเข้าด้วยกัน  เช่น การจำแนกความแตกต่าง การวิเคราะห์คำ และความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งกระบวนการแปลและถอดรหัสนั้น ผู้อ่านต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์เดิม มาช่วยในการตีความ และสรุปความได้ตามความสามารถของตนเอง เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อมากขึ้น
             1.2  ความหมายของการอ่านตามแนวการสอนอ่าน
             1.2.1 การอ่านตามแนวการสอนอ่านแบบจุลทักษะ (Sub skill Approach)     เป็นแนวการสอนอ่านที่เน้นการออกเสียง ใช้กันในการสอนอ่านในระยะเริ่มต้น แนวการสอนนี้ได้รับอิทธิพลมาจากทฤษฏีทางจิตวิทยาที่เน้นพฤติกรรมหรือการสร้างนิสัย (Behaviorist Theory) ซึ่งให้ผู้เรียนเรียนภาษาได้โดยการเรียนแบบหรือทำอะไรซ้ำๆ โดยไม่ต้องคิด การเรียนอ่านควรเน้นจากจุดย่อยมาจุดใหญ่ โดยเชื่อว่าทักษะการอ่านนั้นเรียงลำดับต่ำไปหาสูง    ผู้อ่านต้องสามรถอ่านออกเสียงพยัญชนะ   คำ   ก่อนที่จะสะกดคำ   และรู้ความหมายของคำ
             2.1.2  การอ่านตามแนวการสอนแบบเน้นทักษะ (Skill Approach)  หรือ แนวการสอนอ่านที่เน้นคำศัพท์  แนวการสอนอ่านที่เน้นทักษะนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการสร้างแบบเรียนในการอ่าน  (Basal Readers) แบบเรียนนี้ประกอบด้วย  บทอ่าน  คู่มือครู   แบบฝึกหัดในการอ่าน    และแบบทดสอบย่อย   พร้อมกับบทอ่านเสริม ผู้เขียนแบบเรียนใช้แนวการสอนหลาย ๆ แบบ  เช่น   สอนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสียง   และตัวอักษรกฎเกณฑ์ในการออกเสียง   สอนศัพท์ก่อนที่จะสอนบทอ่าน    ใช้บัตรคำ   โดยไม่สอนคำประกอบตัวอย่างประโยค  บทอ่านที่คัดเลือกมาจะมีการดัดแปลงได้ง่าย หรือตรงกับจุดประสงค์ในการสอน  แนวการสอนแบบนี้ประกอบด้วยสัดส่วนของทักษะการสอน เสียง ศัพท์ และปริมาณความเข้าใจเท่า ๆ กัน
             2.1.3  การอ่านตามแนวการสอนแบบฟัง - พูด (Audiolingualism)  การอ่านเป็นทักษะที่ผู้อ่านเพียงแต่ดูดซึมสิ่งที่อ่านหรือรับความหมายทางภาษา(Receptive skill)โดยไม่ต้องตอบหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ แต่ทักษะ การพูดนั้นผู้พูดต้องฟังและพูดประโยคโต้ตอบกับผู้อื่นตลอดเวลา เพื่อเสื่อความหมายทางภาษา (Productive skill) ในการสอนทักษะการอ่านต้องฝึกซ้ำจนพูดได้เป็นนิสัย โดยเริ่มจากทักษะพื้นฐาน  เช่น  อ่านออกเสียงอักษร   หรือ   สระ  Stress หรือ  Intonation  ต่อมาจึงสอนการผสมคำ สะกดคำ แล้วจึงอ่านเป็นประโยค และเป็นเรื่อง เช่น นิยาย  เรื่องสั้น และบทกวีต่างๆ
             2.1.4 การอ่านตามแนวการสอนแบบมหภาษา (Whole Language Approach) การอ่านเป็นแนว การสอนที่เน้นกระบวนการอ่านระดับสูง เช่น การอ่านเพื่อจับใจความหรือหาความหมาย ไปสู่กระบวนการอ่านในระดับพื้นฐาน การอ่านไม่เพียงแต่เป็นการไขรหัสทางภาษา (Decoding) เท่านั้น แต่ผู้อ่านต้องพยายามสร้างความหมายจากเรื่องที่อ่าน โดยใช้ตัวชี้แนะด้านต่างๆ เช่น ด้านไวยากรณ์ ความรู้เดิม หรือบริบทสถานการณ์ การทำนายความหมาย
             2.1.5  การอ่านตามแนวการสอนอ่านเพื่อการสื่อสาร(Communicative Teaching Approach) ผู้อ่านควรมีจุดประสงค์ในการอ่านเช่น อ่านเพื่อหาข้อมูลบางอย่างเช่น Scanning กวาดสายตาอ่านข้อความอย่างรวดเร็ว เพื่อหาข้อความที่ต้องการ ทั้งนี้ผู้เขียนอาจตั้งคำถาม หรือปัญหาให้ผู้อ่านหาคำถามก่อนที่จะอ่านข้อความ เพื่อให้ผู้อ่านมีวัตถุประสงค์ในการอ่าน  การตีความหมายจากศัพท์ยากจากบริบท (Context) โดยผู้อ่านอาจจะอนุมาน (Infer) ความหมายของคำศัพท์จากคำที่มีความหมายคล้ายกัน คำที่มีความหมายตรงกันข้าม  โครงสร้างของคำ จากประสบการณ์ของผู้อ่าน
             2.1.6   การอ่านตามแนวการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive Approach) แนวคิดพื้นฐานของการสอนอ่านแบบปฏิสัมพันธ์นั้นจะไม่เน้นการสอนเฉพาะทักษะพื้นฐาน (การจำคำ การสะกดคำ) หรือทักษะในระดับสูง (การตีความ) แต่จะเน้นการปฏิสัมพันธ์ทั้งทักษะในระดับพื้นฐานและในระดับสูง
             สรุปได้ว่าการอ่านตามแนวการสอนอ่าน  คือ การอ่านเป็นแนวการสอนที่เน้นกระบวนกระบวนการทุกทักษะเข้าด้วยกันเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของบทอ่าน ทั้งแบบจุลทักษะ ที่เน้นการออกเสียง การอ่านแบบเน้นทักษะ เช่น การอ่านคำศัพท์ ความสัมพันธ์ระหว่างเสียงและความหมาย รวมไปถึงการอ่านระดับสูง เช่น การอ่านจับใจความเพื่อหาความหมาย เข้าใจตัวชี้แนะต่างๆ  ไวยากรณ์  นำความรู้เดิมมาใช้ในการทำนายบทอ่าน โดยผู้อ่านสามารถกวาดสายตาอ่านข้อความอย่างรวดเร็ว เพื่อหาข้อความที่ต้องการ เข้าใจวัตถุประสงค์ในการอ่าน โดยเน้นการปฏิสัมพันธ์ทั้งในระดับสูงและระดับพื้นฐานเข้าด้วยกัน
                 1.3   ความเข้าใจในการอ่าน
             ความเข้าใจในการอ่านเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการอ่าน ซึ่งนักการศึกษาได้กล่าวถึงความหมาย ของความเข้าใจในการอ่านที่น่าสนใจดังนี้
             บำรุง โตรัตน์ (2532 :111) กล่าวว่า ความเข้าใจในการอ่านเป็นกระบวนการที่ผู้อ่าน ได้คิดและทำความเข้าใจ หรือมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับสิ่งที่อ่าน ทั้งนี้ผู้อ่านต้องมีความเข้าใจสัญลักษณ์ของภาษาเขียนที่ใช้แทนภาษาพูดเสียก่อน แล้วมาประมวลสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อเกิดความเข้าใจดังกล่าว
             แอนเดอร์สัน (Anderson. 1985: 372-375)  ได้ให้นิยามความหมายของความเข้าใจในการอ่านว่า  เป็นกระบวนการที่ผู้อ่านค้นหาความหมาย  ที่ผู้เขียนเขียนไว้เป็นตัวอักษร  ซึ่งการที่ผู้อ่านสามารถตีความหมายได้นั้นต้องอาศัยความสามารถด้านภาษา  โครงสร้างทางภาษา  และความหมาย นอกจากนี้การอ่านเพื่อความเข้าใจถือเป็นกระบวนการทางปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านกับบทอ่าน โดยผู้อ่านอาศัยความรู้เดิมมาช่วยในการคาดเดาเกี่ยวกับเรื่องราวที่อ่าน  นอกจากนี้ คาร์และคนอื่นๆ(Carr and Other. 1983 : 1-3)  กล่าวว่า  การเข้าใจในการอ่าน คือ  การตีความหมายจากเรื่องที่อ่านกับความรู้เดิมของผู้อ่าน ที่ผู้อ่านใช้ความรู้เดิมนั้นในการตีความ (Interpretation) และตัดสินความนั้นอย่างมีเหตุผล
             อำนาจ บุญศิริวิบูลย์ (2539: 16) ได้ให้ความหมายของความเข้าใจในการอ่านไว้ดังนี้
                   1. การอ่านคือจับใจความสำคัญๆได้ ระบุหรือแยกแยะประเด็นหลักออกจากประเด็นย่อยที่ไม่จำเป็นมากนักได้
                   2. การอ่านคือตีความเกี่ยวกับข้อคิดเห็นหรือเรื่องราวที่อ่านได้ว่ามีนัยสำคัญหรือลึกซึ้งมาก
น้อยเพียงใด
                   3. การอ่านคือสรุปความคิดเห็นจากสิ่งที่อ่านได้อย่างมีเหตุผลเชื่อถือได้และมีความถูกต้อง
                   4. การอ่านคือใช้วิจารณญาณของตนพิจารณาข้อสรุปหรือการอ้างอิงของผู้เขียนได้อย่างถูกต้องและเป็นระบบ
                   5. การอ่านคือถ่ายโอนหรือประสมประสานความรู้ที่ได้กับประสบการณ์อื่นได้อย่างเหมาะสม
ตามกาลเทศะ
             เกรลเล็ท (Grellet. 1981: 3) ได้ให้ความหมายของความเข้าใจในการอ่านว่า คือการดึงเอาข้อมูลที่ต้องการจากสิ่งที่อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้
     กรมวิชาการ (2539: 11) กล่าวถึงความเข้าใจในการอ่านว่าเป็นจุดหมายปลายทางของการ
อ่านทุกชนิด ผู้ที่มีความสามารถในการอ่านจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถจับใจความ จดจำ
รายละเอียดที่สำคัญ ลำดับความคิดเห็นที่คล้ายคลึงกันและขัดแย้งกัน ตลอดจนสามารถเขียนสรุป
ความได้ ซึ่งความสามารถในการอ่านของผู้อ่านแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและ
อาศัยประสบการณ์เดิมของผู้อ่านเข้าช่วยในการคิดหาเหตุผล
             จากข้อมูลข้างต้นกล่าวได้ว่า   ความเข้าในในการอ่าน  คือความเข้าใจ ระดับคำ วลี ประโยค ในการอ่านบริบทต่างๆ เพื่อจับใจความสำคัญ  บอกรายละเอียดของเรื่อง ลำดับความ ตีความ ขยายความ และสรุปความจากเรื่องที่ได้อ่าน หรือสิ่งที่ผู้เขียนต้องการเขียนต้องการที่จะสื่อความหมาย  โดยที่ผู้อ่านใช้ประสบการณ์เดิม ในการคาดเดาเรื่องที่อ่านล่วงหน้า และนำความรู้ด้านภาษาศาสตร์มาทำความเข้าใจกับความหมาย ดังนั้น ครูจึงให้ความสำคัญกับทักษะการสอนอ่าน และมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันระหว่างครูและนักเรียนและผู้อ่านกับบทอ่าน โดยครูตั้งคำถามเพื่อให้นักเรียนได้ใช้ความรู้เดิมมามีส่วนในการทำความเข้าใจกับบทอ่าน   เช่น   กลวิธีการอ่านแบบแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal teaching) อันจะส่งผลให้นักเรียนบรรลุจุดมุ่งหมายในการอ่าน คือ นักเรียนเข้าใจเรื่องที่อ่านได้เป็นอย่างดี
                 1.4   ระดับความเข้าใจในการอ่าน
             ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอ่าน  สิ่งที่ผู้สอนต้องคำนึง คือ ระดับความเข้าใจในการอ่านเพื่อที่จะสามารถจัดกระบวนการเรียนการสอน  และการวัดและประเมินผลการอ่านได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับผู้เรียน  มีนักการศึกษาหลายท่านได้แบ่งระดับความเข้าใจในการอ่านไว้ต่างๆ กัน   ดังนี้
    นัททอล (Nuttall, 1996 : 188-189) แบ่งระดับความสามารถในการอ่านไว้ 5 ระดับ คือ
    1.  ความเข้าใจระดับตัวอักษร (Literal Comprehension) คือ ความเข้าใจในสิ่งที่ระบุชัดเจนในบทอ่าน
    2.  ความเข้าใจระดับตีความ (Interpretation) คือ ความเข้าใจในการตีความข้อเท็จจริง หรือการพยายามให้ได้ข้อเท็จจริงจากบทอ่านด้วยวิธีการต่างๆ
    3.  ความเข้าใจระดับอ้างอิง (Inference) คือ ความเข้าใจในสิ่งที่ระบุโดยนัย ไม่ได้กล่าวโดยตรง
    4.  ความเข้าใจในระดับประเมินค่า (Evaluation) คือ การตัดสินบทอ่านว่า ผู้เขียนพยายามจะสื่อสารอะไร มีการโน้มน้าวให้ผู้อ่านคล้อยตาม หรือให้ความเห็นส่วนตัวในลักษณะใดบ้าง
    5.  ความเข้าใจระดับการตอบสนองส่วนบุคคล (Personal Response) คือ การที่ผู้อ่านตอบสนองบทอ่านโดยตรง โดยมิได้คำนึงถึงอิทธิพลของผู้เขียน แต่การตอบสนองนั้นจะต้องสอดคล้องกับสิ่งที่ปรากฏชัดในบทอ่าน กล่าวคือ มิได้ตอบสนองเพียงในฐานะผู้อ่าน แต่เป็นการรวมเอาความรู้สึกของผู้เขียนเข้ามาด้วย ดังนั้น อย่างน้อยที่สุด การตอบสนองก็มาจากความเข้าใจจากบทอ่าน และทัศนะของผู้อ่านที่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมจึงทำให้ผู้อ่านรู้สึกอย่างนั้น
    วาเลตต์ และไดสิค (Valette and Disick. 1972: 41) ได้แบ่งระดับความเข้าใจในการอ่านออกเป็น   5   ระดับ ดังนี้
    1.  ระดับทักษะกลไก (Mechanical skills) คือ   การแยกความแตกต่างระหว่างตัวสะกด             การบอกความเหมือนและแตกต่างได้ ในขั้นนี้ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเข้าใจสิ่งที่เห็น
    2.  ระดับความรู้ (Knowledge) คือ   การเข้าใจความหมายของประโยค หรือข้อความที่คุ้นเคยสามารถบอกได้ว่า คำ หรือข้อความใดสอดคล้องกับรูปภาพที่เห็น การอ่านในระดับนี้มักเป็นการอ่านในระดับประโยค
    3.  ระดับถ่ายโอน (Transfer)   คือ   การเข้าใจข้อความใหม่ที่มีคำศัพท์และโครงสร้างไวยากรณ์ที่เรียนผ่านมาแล้ว
    4.  ระดับสื่อสาร (Communication)   คือ   ความสามารถในการอ่านข้อความที่มีคำศัพท์ และโครงสร้างใหม่ ๆ หรือคำที่มีรากศัพท์เดียวกับคำที่นักเรียนเคยอ่านมาแล้ว ได้เข้าใจ สามารถจับใจความสำคัญของเรื่องได้
    5.  ระดับวิเคราะห์วิจารณ์ (Criticism) คือ ความสามารถในการเข้าใจความหมายแฝง เข้าใจจุดมุ่งหมาย   ความคิดเห็น   ทัศนคติ    และระดับภาษาที่ผู้เขียนใช้ได้
             จะเห็นได้ว่า   ระดับความเข้าใจในการอ่านนั้นมีหลายระดับด้วยกัน แต่การแบ่งความเข้าใจในการอ่านออกเป็นระดับนั้นไม่ได้หมายความว่าความเข้าใจแต่ละระดับถูกแบ่งแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด ความเข้าใจแต่ละระดับยังคงมีความต่อเนื่องกัน เช่น ผู้อ่านยังต้องอาศัยความเข้าใจระดับตรงตามตัวอักษรเพื่อเป็นพื้นฐานของความเข้าใจในระดับอื่นๆ ในการเรียนการสอนอ่านนั้น ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงระดับความสามารถในการอ่านด้วยว่าต้องการให้นักเรียนมีความสามารถในระดับใดวิธีการใดที่จะสามารถช่วยให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์หรือมีความสามารถในการอ่านในแต่ละระดับแล้วฝึกให้ผู้เรียนรู้จักและใช้วิธีการเหล่านั้น โดยในการจัดการเรียนการสอนแต่ละครั้ง    ครูผู้สอนควรจะกำหนดขอบข่ายวัตถุประสงค์และจัดเนื้อหากิจกรรมให้สอดคล้องเหมาะสมกับผู้เรียนเพื่อที่จะได้พัฒนาการอ่านให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
    องค์ประกอบที่ช่วยให้การอ่านมีประสิทธิภาพ
    ชุลี อินมั่น (2533: 16) กล่าวว่าผู้อ่านจะเข้าใจเรื่องที่อ่านได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบพื้นฐานของการอ่านซึ่งได้แก่
    1.  ภูมิหลังและประสบการณ์ ผู้อ่านที่มีความรู้รอบตัวกว้างขวางและได้พบได้คุ้นเคยกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อ่านจะช่วยให้ผู้อ่านมีความเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ดี
             2.  ความรู้เชิงภาษา อุปสรรคในการอ่านหนังสืออย่างหนึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก มีความรู้เกี่ยวกับภาษาไม่เพียงพอ เมื่ออ่านหนังสือที่มีสำนวนโวหาร คำพังเพยเปรียบเทียบที่แหลมคม ก็อาจตีความหมายหมายไม่ได้ เป็นสาเหตุให้การอ่านหมดรสชาติไป
เสาวลักษณ์ รัตนวิชช์ (2536: 24) กล่าวถึงองค์ประกอบที่สำคัญของความเข้าใจในการอ่านของมนุษย์ว่ามี 3 ประการ ดังนี้
             1.  ประสบการณ์เดิม (Schema) ของผู้อ่านเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านมีความสามารถในการอ่านแตกต่างกัน ผู้อ่านที่มีความรู้และประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน จะช่วยให้ผู้อ่านมีความเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ดีและเร็ว
             2.  อภิปัญญา (Metacognition) คือความสามารถของผู้อ่านในการเข้าใจกระบวนการคิดการตีความของตนเอง   ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจการอ่านมากขึ้น    กลวิธีของการใช้อภิปัญญาที่สำคัญ คือ การเดาความหมายและการคิดแก้ปัญหาในขณะที่อ่านเนื้อความต่างๆซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจการอ่านดีขึ้น
             3.  โครงสร้างเนื้อความ (Text structure) โครงสร้างของเนื้อความแต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะตัวและแตกต่างกัน หากผู้อ่านสามารถวิเคราะห์โครงสร้างของเนื้อความนั้น ๆ และทราบจุดมุ่งหมายของผู้เขียนได้ก็จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาของเรื่องที่อ่านได้เป็นอย่างดี
             กล่าวโดยสรุปได้ว่า ในการอ่านแต่ละครั้งนั้นสิ่งสำคัญคือผู้อ่านต้องทราบจุดประสงค์ของตนเองว่าต้องการอะไร   อ่านเพื่ออะไร   ตลอดจนสามารถเลือกใช้กลวิธีในการอ่านให้เหมาะสมกับจุดประสงค์ของการอ่านในครั้งนั้น ๆ ด้วย ซึ่งการที่ผู้อ่านจะประสบความสำเร็จในการอ่านได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่ผู้อ่านมีความรู้ทางตัวภาษาเพียงอย่างเดียว  แต่ต้องอาศัยประสบการณ์หรือความรู้เดิมของผู้อ่านช่วยในการทำความเข้าใจกับเรื่องที่อ่านด้วย
                         แนวคิดเกี่ยวกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านภาษาอังกฤษ  (Metacognitive Activities)  
                       อภิปัญญา(Metacognition) คือ การคิดในระดับสูงซึ่งควบคุมกระบวนการรับรู้ในการเรียน   กิจกรรม เช่น  การวางแผนในการทำภาระงาน  การควบคุมความเข้าใจ  การประเมินความก้าวหน้า ในการทํางานให้เสร็จสมบูรณ์ เป็นการรู้คิดโดยธรรมชาติ   เนื่องจากการรู้คิดมีบทบาทสําคัญใน ความสําเร็จของการเรียน  จึงเป็นสิ่งสําคัญที่ต้องศึกษากิจกรรมอภิปัญญาและพัฒนาอภิปัญญาเพื่อ สามารถตัดสินได้ว่าจะสอนให้ผู้เรียนใช้แหล่งความรู้ของตนให้ดีขึ้นโดยการควบคุมอภิปัญญาได้ อย่างไร (Livingston,1997)  บุคคลได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมอภิปัญญา(Metacognitive Activities) อยู่ตลอดเวลา อภิปัญญาทําให้บุคคลเป็นผู้เรียนที่ประสบความสําเร็จ     เพราะอภิปัญญาเกี่ยวข้องกับสติปัญญา (Borkowski, Carrs and Pressley 1987; Sternberg 1984, 1986a, 1986b) ฟลาเวลล์ (Flavell 1979, 1987)  กล่าวถึง   อภิปัญญา(Metacognition) ว่า  ประกอบด้วย  ความรู้ในการคิด  (Metacognitive Knowledge) และประสบการณ์ในการคิด (Metacognitive experiences) หรือการควบคุมการคิด  ความรู้ในอภิปัญญา(Metacognitive Knowledge)   เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการของ การรับรู้ (Cognitive Processes)   เป็นความรู้ที่ใช้ควบคุมกระบวนการรับรู้    
     ความรู้ในอภิปัญญา
    ความรู้ในอภิปัญญามี   3 ประเภท คือ  
              1.  ความรู้ของบุคคล (Person variables)  หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับวิธีเรียนของบุคคลและ การจัดการกับข้อมูล และความรู้ของแต่ละบุคคลในเรื่องกระบวนการเรียนของตน เช่น บุคคลอาจ  ตระหนักว่าตนเองจะเรียนได้ดี ถ้าได้ทํางานในห้องสมุดเงียบ ๆ  แทนที่จะนั่งทํางานในที่ที่มีสิ่งรบกวน
             2.  ความรู้เกี่ยวกับภาระงาน (Task variables)   เป็นความรู้เกี่ยวกบธรรมชาติของภาระงานและวิธีจัดการภาระงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เช่น  บุคคลจะตระหนักว่าจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับบทอ่านวิทยาศาสตร์ มากกว่าการอ่านหนังสือนวนิยาย  
             3.  ความรู้ในกลยุทธ์ (Strategy variables) คือความรู้เกี่ยวกับการรับรู้และกลยุคิด และความรู้ในเงื่อนไขเกี่ยวกับว่าจะใช้กลยุทธ์นั้นเมื่อไรและที่ไหน (Livingston, 1997)
             พินาร์ด (Pinard 1991)  อธิบายเพิ ่ มเติมแนวคิดของฟลาเวลล์ (Flavell 1979, 1987) ว่า ความรู้ในอภิปัญญา  (Knowledge of Metacognition) ประกอบด้วย  จุดมุ่งหมาย (Objectives variable)  ซึ่งเกี่ยวข้องกับเจตคติที่จูงใจให้ผู้เรียนดําเนินการเรียนของตน (Task variable)  หมายถึงสถานการณ์ปัญหาที่แต่ละคนเผชิญในชีวิตประจําวัน  และบุคคล  (Person variable) ซึ่งหมายควรรวมถึงผลทางอารมณ์ในการรับรู้  เช่น รูปแบบในการจูงใจ รูปแบบของคุณลักษณแห่งตน และการถามตอบภายในใจของบุคคลเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์
             การควบคุมกิจกรรมอภิปัญญา (Regulation of Metacognitive Activity)
             มีผู้อธิบายการ ควบคุมกิจกรรมการรู้คิดไว้ต่าง ๆ กันดังนี้พินาร์ด (Pinard, 1991) กล่าวว่าการควบคุมกิจกรรมอภิปัญญา ขึ้นอยู่กับ ความใส่ใจ (Attention)  การจูงใจ (Motivation) และการเลือกเป้ าหมายที่สอดคล้อง กับความรู้ที่นํามาใช้ในเวลาที่เกิดสถานการณ์ขึ้น  ลิฟวิงสตัน (Livingston 1997)  กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับประสบการณ์ในอภิปัญญา (Metacognitive Experiences) ว่า คือการใช้กลยุทธ์ในอภิปัญญา (Metacognitive  Strategies)  หรือการควบคุมการรู้คิด  กลยุทธ์ในอภิปัญญา เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ที่บุคคลใช้เพื่อควบคุมกิจกรรมการรับรู้ เพื่อให้มั่นใจว่าไปถึงเป้าหมาย   เช่น ความเข้าใจในบทอ่าน     กระบวนการรู้คิดจะบังคับและควบคุมการเรียน  โดยมีการวางแผน การควบคุมกิจกรรมการรับรู้ และการตรวจสอบผลของกิจกรรม ยกตัวอย่าง  เช่น หลังจากการอ่านบทอ่านหนึ่งย่อหน้า  ผู้เรียน อาจตั้งคำถามตนเองเกี่ยวกับความคิดในย่อหน้านั้น   
     กิจกรรมอภิปัญญาในการอ่าน (Metacognitive Activities)
กิจกรรมอภิปัญญาในการอ่าน (Metacognitive Activities)  คือ กิจกรรมการอ่านที่ใช้ กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดในเรื่องที่ตนอ่านและเข้าไปเกี่ยวข้องกับบทอ่าน  ด้วยการใช้กลยุทธ์ในการอ่าน ที่จัดไว้อย่างมีระบบ  เพื่อให้ผู้เรียนได้ตระหนักในกระบวนการอ่านของตน  ตั้งแต่เริ่มต้นอ่าน  ขณะดําเนินการอ่าน จนถึงกระบวนการหลังการอ่าน     ผู้เรียนจะประเมินผลการอ่านของตนตลอดเวลา ที่ทําการอ่านและหลังการอ่าน  ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาความสามารถในอ่าน อันจะนําไปสู่ ความสําเร็จในการอ่านของตน 
             โดยสรุปอภิปัญญา (Metacognition) เป็นการคิดในระดับสูงซึ่งควบคุมกระบวนการรับรู้ใน การเรียน   กิจกรรม เช่น การวางแผนในการอ่าน  การควบคุมความเข้าใจในการอ่าน  การประเมิน ความก้าวหน้าในการอ่าน เป็นการคิดโดยธรรมชาติ   จึงเป็นสิ่งสําคัญที่ต้องนําเอา กิจกรรมอภิปัญญามาใช้พัฒนาการอ่านของผู้เรียนให้ดีขึ้น    
การสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ
      แนวคิดเกี่ยวกับภาษาอังกฤษเฉพะกิจ
             ภาษาอังกฤษเฉพาะกิจมีความสำคัญมากขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ปี 1945 เป็นต้นมาโดยจุดเริ่มต้นของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ เกิดขึ้นจากการขยายตัวทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความเจริญก้าวหน้าทางด้านการสื่อสาร ทำให้มีความต้องการข้อมูลที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้นทำให้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษเฉพาะสาขาเพราะบุคคลต่างอาชีพมีความต้องการใช้ภาษาอังกฤษในเนื้อหาที่แตกต่างกันตามกลุ่มอาชีพ เช่น แพทย์ พ่อค้า เป็นต้น (Hutchinson and Waters, 1989 : 1-5) ซึ่งถ้าผู้เรียนมีความต้องการและความสนใจต่างกัน    และผู้เรียนได้เรียนตามที่ตนต้องการจะทำให้ผู้เรียนมีความพร้อมที่จะเรียนและประสบความสำเร็จในการเรียนมากขึ้น (Nunan, 1988: 35-42)  ฮัทชินสันและวอเทอร์ส (Hutchinson and Waters, 1989 : 8) กล่าวว่า การสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจกำเนิดและพัฒนามาจากปัจจัย  3  ประการ  คือ
             1. การขยายตัวของปริมาณความต้องการในการใช้ภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับ                     ความต้องการเฉพาะสาขา
             2. การพัฒนาการของการศึกษาด้านภาษาศาสตร์
             3. จิตวิทยาการศึกษาที่เน้นความสำคัญที่ตัวผู้เรียน (Student centered approach)
ความหมายของภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ 
             การเรียนการสอนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษเฉพาะกิจเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน จึงมีผู้ให้ความหมายของภาษาอังกฤษเฉพาะกิจไว้ดังนี้  ฮัทชินสันและวอเทอร์ส  (Hutchinson and Waters, 1989: 13-19) ได้ให้ความหมายของ ภาษาอังกฤษเฉพาะกิจว่าเป็นแนวทางใหม่ในการเรียนการสอนภาษาซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ คือ
             1. ความต้องการของผู้เรียน
             2. ความคิดใหม่เกี่ยวกับภาษาที่ยึดจุดประสงค์ในการสอนภาษาตามสถานการณ์เป้าหมาย
             3. ความคิดใหม่เกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาโดยที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในการประกอบอาชีพได้  
             สตรีเวนส์ (Strevens, 1987 : 87) กล่าวว่าการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจเป็นการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ไม่ได้มุ่งเน้นเนื้อหาทางด้านวัฒนธรรมหรือวรรณคดีแต่มุ่งเน้นให้ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนเฉพาะกลุ่มหรือเกี่ยวข้องกับงานเฉพาะด้าน (Specific job) หรือวิชาเฉพาะสาขา (Specific subject) หรือเป็นความต้องการที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ(Specific purposes)โรบินสัน (Robinson 1991: 1) ได้กล่าวถึงภาษาอังกฤษเฉพาะกิจว่า ภาษาอังกฤษเฉพาะกิจเป็นกิจกรรมที่สำคัญต่อโลกปัจจุบัน  ซึ่งรวมถึงการศึกษา การฝึกอบรมและการฝึกฝนโดยครอบคลุมขอบเขตความรู้ที่สำคัญ 3 ประการคือ
             1. ความรู้ด้านภาษา
             2. วิชาเฉพาะสาขา
             3. ความสนใจเฉพาะสาขาวิชาของผู้เรียน
             นอกจากนี้ โรบินสัน (Robinson, 1980: 13) สรุปความหมายของภาษาอังกฤษเฉพาะกิจว่าเป็นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน โดยมุ่งที่ความสำเร็จในการแสดงออกถึงบทบาทต่างๆ ที่จำเป็นในการศึกษาหรือทางวิชาชีพและขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน ดังนั้นหลักสูตรภาษาอังกฤษเฉพาะกิจจึงแตกต่างกันในเรื่องของทักษะ หัวเรื่อง สถานการณ์หน้าที่ทางภาษาและตัวภาษา การเรียนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจมีทั้งก่อนเข้าสู่บทบาททางอาชีพ  หรือการศึกษาสาขานั้นๆ หรือเป็นการเรียนควบคู่ไปพร้อมกับการเรียนวิชาชีพหรือวิชาการแขนงนั้นๆ หรือเป็นการเรียนสำหรับผู้ที่มีความรู้ความสามารถในงานอาชีพ หรือในแนวทางวิชาการแขนงนั้นๆเป็นอย่างดีแล้วในภาษาแม่ แต่จำเป็นต้องแสดงบทบาททางอาชีพหรือทางวิชาการเหล่านั้นด้วยภาษาอังกฤษ
             นอส  และรอดเฟอร์ส (Noss and Rodfers, 1976: 5)ได้กล่าวถึงความหมายของภาษาอังกฤษเฉพาะกิจว่า  เป็นเนื้อหาของภาษาอังกฤษที่เลือกมาสนองวัตถุประสงค์ความต้องการของผู้เรียนเฉพาะกลุ่ม   ซึ่งสอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ  มันบี (Munby, 1978: 2) ที่ได้กล่าวว่า ภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ หมายถึง ภาษาอังกฤษที่จัดเนื้อหาและอุปกรณ์ในการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ความต้องการในการสื่อสารของผู้เรียน  นอกจากนี้  แมคกี้ (Mackey, 1978: 21-37) ได้กล่าวถึงภาษาอังกฤษเฉพาะกิจว่า  เป็นการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศโดยมีจุดมุ่งหมายที่ใช้ประโยชน์ได้จริง  หมายความว่าสามารถนำไปใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือ  ดังนั้นจุดหมายปลายทางของการสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจจึงไม่ได้อยู่ที่ความเข้าใจในบทเรียนนั้น  แต่เป็นความเข้าใจเพื่อนำแนวทางไปใช้ในอนาคต 
             สรุปได้ว่าภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ คือภาษาอังกฤษที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนในสาขาอาชีพและความถนัดที่แตกต่างกัน โดยผู้เรียนได้ใช้ความรู้ด้านภาษาเป็นพื้นฐานในการเรียนโดยที่ภาษาอังกฤษเฉพาะกิจมีขอบเขตที่จำกัดกว่าภาษาอังกฤษทั่วไป ประเภทของภาษาอังกฤษเฉพาะกิจจากแนวคิดที่ภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ   เป็นการสอนภาษาอังกฤษที่สอดคล้องและตอบสนองความต้องการของผู้เรียน นักการศึกษาจึงจำแนกภาษาอังกฤษเฉพาะกิจออกเป็นประเภทต่างๆ       
                 ประเภทของภาษาอังกฤษธุรกิจ
             ฮัทชินสันและวอเทอร์ส (Hutchinson and Waters, 1989: 16-19) ได้แบ่งภาษาอังกฤษเฉพาะกิจออกเป็น 3 ประเภท   คือ
             1. ภาษาอังกฤษสำหรับสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (English for Science and Technology: EST)   ซึ่งแบ่งเป็นสาขาย่อยดังนี้
                   1.1 ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ด้านวิชาการ (English for Academic Purposes: EAP)  เช่น  ภาษาอังกฤษสำหรับการศึกษาทางการแพทย์  (English  for  Medical  Studies)
                   1.2 ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ด้านวิชาชีพ (English for Occupational Purposes: EO เช่น  ภาษาอังกฤษสำหรับช่างเทคนิค  (English for Technicians)
             2. ภาษาอังกฤษสำหรับสาขาธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ (English for Business and Economics: EBE) ซึ่งแบ่งเป็นสาขาย่อยดังนี้
                   2.1 ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ด้านวิชาการ (English for Academic Purposes: EAP) เช่น ภาษาอังกฤษสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ (English for Economics)
                   2.2 ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ด้านวิชาชีพ (English for Occupational Purposes: EOP) เช่น ภาษาอังกฤษสำหรับเลขานุการ (English for Secretaries)
             3. ภาษาอังกฤษสำหรับสาขาสังคมศาสตร์ (English for Social Science: ESS) ซึ่งแบ่งเป็นสาขาย่อยดังนี้
                   3.1 ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ด้านวิชาการ (English for Academic Purposes: EAP) เช่น ภาษาอังกฤษด้านจิตวิทยา (English for Psychology)
                   3.2 ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ด้านวิชาชีพ (English for Occupational Purposes :EOP) เช่น ภาษาอังกฤษเพื่อการสอน  (English  for Teaching)
             จอห์น (John, 1990, quoted in Robinson, 1991: 4) จำแนกภาษาอังกฤษเฉพาะกิจออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้
             1. ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ด้านวิชาการ ซึ่งแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ
                   1.1 ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ด้านวิชาการทั่วไป (General English for Academic Purposes)
                   1.2 ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์เฉพาะสาขา (Discipline Specific) เป็นการศึกษา ระดับปริญญาตรี
             2. ภาษาอังกฤษเพื่อความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพชั้นสูง (Professional) ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
                   2.1 ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ด้านธุรกิจ
                   2.2 ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ด้านสังคม
                   2.3 ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ด้านเทคโนโลยี
             3. ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ด้านวิชาชีพระยะสั้น (Vocational) ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
                   3.1 ภาษาอังกฤษเพื่อวิชาชีพในฐานะภาษาที่สอง (Vocational English as a Second Language:  VESL)
                   3.2 ภาษาอังกฤษเพื่อวิชาชีพในระดับอ่านออกเขียนได้ (Literacy)
             อีเวอร์ (Ewer, 1979: 46-47) ได้แบ่งภาษาอังกฤษเฉพาะกิจด้านอาชีวศึกษา (English for Vocational Purpose= EVP) ไว้ดังนี้ ภาษาอังกฤษช่างไฟฟ้า ช่างก่อสร้าง เลขานุการ   พนักงานบริษัท  พนักงานบัญชี พนักงานธนาคาร พนักงานโรงแรม  พนักงานสายการบิน  พนักงานเกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว พนักงานเกี่ยวข้องกับพนักงานควบคุมจราจรทางอากาศ พนักงานทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์
             โรบินสัน (Robinson, 1991: 2-3) ได้จำแนกภาษาอังกฤษเฉพาะกิจออกเป็น 2 ประเภทดังนี้
             1. ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ด้านวิชาชีพ (English for Occupational Purposes: EOP) ซึ่งเน้นถึงความต้องการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและการฝึกอบรม
             2. ภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ด้านวิชาการ (English for Academic Purposes: EAP)  ซึ่งเน้นถึงความต้องการด้านการศึกษาจากการจำแนกประเภทของภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ
             สรุปได้ว่าการจำแนกตามจุดประสงค์ของการนำภาษาอังกฤษไปใช้ในแต่ละสาขาอาชีพ โดยนำภาษาอังกฤษไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านวิชาการและด้านวิชาชีพ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการนำภาษาอังกฤษไปใช้ในการศึกษาหรือการประกอบอาชีพการจัดหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจจากการจำแนกประเภทของภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ จะเห็นได้ว่าการจัดหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจสามารถจัดได้ 2  แบบ คือ หลักสูตรการสอนเพื่อวัตถุประสงค์ด้านวิชาการ และเพื่อจุดประสงค์ด้านวิชาชีพ สำหรับหลักสูตรภาษาอังกฤษเฉพาะกิจนั้นโดยภาพรวมคือการระบุเนื้อหาให้แคบลงกว่าเนื้อหาทั้งหมดของภาษาที่เรียน เช่นภาษาอังกฤษสำหรับนักธุรกิจ   ภาษาอังกฤษสำหรับเลขานุการ ภาษาอังกฤษสำหรับช่างเทคนิค เป็นต้น
ภาษาอังกฤษธุรกิจและการจัดหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษธุรกิจ
            
 แนวคิดเกี่ยวกับภาษาอังกฤษธุรกิจ
             เอลลิสและจอห์นสัน (Ellis and Johnson, 2000: 1) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับภาษาอังกฤษธุรกิจ (English for Business) ว่าภาษาอังกฤษธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ(English for Specific Purposes : ESP) เนื่องจากมีส่วนสำคัญที่คล้ายกันคือการวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน การออกแบบหลักสูตร เนื้อหา และอุปกรณ์การสอนและการพัฒนาสาขางานอาชีพต่างๆ นอกจากนี้ภาษาอังกฤษธุรกิจมีการผสมผสานเนื้อหาภาษาอังกฤษเฉพาะ(เนื้อหาทางด้านการประกอบอาชีพ) และภาษาอังกฤษทั่วไป (ความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสาร)
             โดยสรุป ภาษาอังกฤษธุรกิจนั้นเป็นการผสมผสานระหว่างภาษาอังกฤษเฉพาะทางและภาษาอังกฤษทั่วไป โดยเน้นให้มีความสอดคล้องกับจุดประสงค์และสถานการณ์ทางสังคมที่ใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสารเพื่อให้ผู้เรียนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษธุรกิจ

10.  เอกสารอ้างอิงของโครงการวิจัย

ภาษาไทย
ระทรวงศึกษาธิการ. กรมวิชาการ(2539)การนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ในการเรียนรู้. กรุงเทพมหานคร: คุรุสภา.
__________.  (2551)หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์.
__________(2546).  รายงานวิจัยเรื่องการศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มุ่งเน้น  ทักษะการสื่อสารตามหลักสูตรการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
ชุลี อินมั่น.  (2533)การอ่านสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต.  กรุงเทพมหานคร: ฝ่ายการศึกษาข้อมูล ข่าวสารหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการศึกษานอกโรงเรียน.
ชัยยงค์ พรมวงศ์ และคณะ.  (2520).  ระบบสื่อการสอน.  กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ณัชญา เฉลยทรัพย์.  (2539).  “การพัฒนาหลักสูตรแบบเรียนและการสอนภาษาอังกฤษเฉพาะกิจ.พัฒนบริหารศาสตร์ 36, 2 (เมษายน- มิถุนายน): 217-248.
ธิดารัตน์ สมานพันธ์.  (2540).  “การเปรียบเทียบความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์เมตาคอกนิชันกับการสอนตามครูมือ.วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
บำรุง โตรัตน์.  (2534).  การออกแบบงานวิจัยสาขาภาษาศาสตร์ประยุกต์. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์.
__________.  (2532).  วิธีสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย ศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์.
ประทีป แสงเปี่ยมสุข.  (2538).  “แนวการสร้างแบบฝึกสะกดคำยาก.สารพัฒนาหลักสูตร 14, 121 (เมษายน มิถุนายน): 53-56.
ผจงกาญจน์ ภู่วิภาดาวรรธน์.  (2540)เทคนิคการสอนอ่านภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษาสาขาการสอนภาษาอังกฤษ.  เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ผะอบ พวงน้อยและคณะ(2554). การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเทคนิคเพื่อการสื่อสารในงานอาชีพ. Accessed  February 20. Available from http://www.culi.chula.ac.th/
พวงรัตน์ ทวีรัตน์.  (2540). วิธีวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 8.กรุงเทพมหานคร: สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร.
พูนทรัพย์ นาคนาคา(2542).  “การพัฒนาบทเรียนภาษาอังกฤษธุรกิจสำหรับนักศึกษาสถาบันราชภัฏหลักสูตรปริญญาตรี.ผลงานวิจัยจากทุนอุดหนุนการวิจัยจากคณะกรรมการการวิจัยการศึกษา การศาสนา และวัฒนธรรมของกระทรวงศึกษาธิการ.
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.  (2535)การพัฒนาแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน. นนทบุรี: สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
มาลินี จันทวิมล.  (2532).  Practice in Comprehension. กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพาณิช.
                .  (2545).  “การสำรวจความต้องการและเจตคติของบุคคลในสาขาอาชีพต่างๆเกี่ยวกับความสำคัญของภาษาอังกฤษในงานอาชีพและชีวิตประจำวัน.” รวมผลงานวิจัยคณาจารย์สถาบันภาษาปี 2541-2544 สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เยี่ยมจิต บูรณ์โภคา(2533).  การเปรียบเทียบความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษและความสนใจในการเรียนวิชาการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนโดยวิธีสอนที่อิงแนวทฤษฎีอภิปัญญากับวิธีสอนตามคู่มือครู.ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการมัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
วิชัย วงษ์ใหญ่. (2555).  รายงานการวิจัย เรื่อง รูปแบบการพัฒนาครูด้านหลักสูตรและการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโร
__________.  (2539).  เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้. กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น.
วิธาดา สินประจักษ์ผล.  (2537).  “เมตต้าคอกนิชั่นในการอ่าน.” วารสารศึกษาศาสตร์ 12 (มิถุนายน-กันยายน): 197 – 207.
วิภาดา รัตนวิจักขณ์.  (2540).  “การพัฒนากิจกรรมฟัง-พูดตามแนวคิดแบบวิชาแบบผสมผสานกับวิชาภาอังกฤษธุรกิจโรงแรม.” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
วิสาข์ จัติวัตร์(2541).  การสอนอ่านภาษาอังกฤษ. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.
วัฒนา บาลโพธิ์.  (2544).  กลวิธีการอ่านอนุเฉท. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์พิศิษฐ์การพิมพ์.
สุพัฒน์ สุกมลสันต์(2536).  “การสอบสมิทธิภาพทั่วไปทางภาษาอังกฤษครั้งที่ 3 ปี พ.. 2535 ในโครงการสร้างและพัฒนาคุณภาพแบบทดสอบสมิทธิภาพทั่วไปทางภาษาอังกฤษและระบบการทดสอบที่เกี่ยวข้อง.” รายงานการวิจัย สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุมณฑา วิรูหญาณ.  (2531)ระดับความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย.วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการมัธยมศึกษา  บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุวรรณี เวทไธสง(2540).  “การพัฒนาความสามารถและแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้เอกสารจริง.” สาระนิพนธ์ศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขายวิชาการสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ บัณฑิตวิยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนทรวิโรฒ.
สุมิตา เรือนแป้น(2546).  “การใช้สถานการณ์จำลองในภาษาอังกฤษธุรกิจ และความเชื่อมั่นในความสามารถตนเอง.” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษบัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
สุมิตรา อังวัฒนกุล(2540).  แนวคิดและเทคนิควิธีการสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
__________.  (2544).  วิธีสอนภาษาอังกฤษ. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุวรรณี เวทไธสง.  (2544).  “การพัฒนาความสามารถและแรงจูงใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 โดยใช้เอกสารจริง.” ปริญญานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สุไร  พงษ์ทองเจริญ(2520).  วิธีสอนอ่านภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มิตรสยาม.
__________. (2533).การเสริมต่อการเรียนรู้ของเด็ก.” ใน เอกสารประกอบคำสอน, 25-37. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
__________.  2536).  การพัฒนาการสอนภาษาไทยแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา เล่ม 3. กรุงเทพมหานคร: บริษัทประยูรวงศ์.
เสงี่ยม โตรัตน์.  (2538)แนวคิดในการพัฒนาสื่อการสอนภาษาอังกฤษ  สารพัฒนาหลักสูตร 15, 123 (ตุลาคม-ธันวาคม): 48-56.
เสาวลักษณ์ รัตนวิชช์ลักษณ์. (2531). เอกสารการสอนหลักสูตรและการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียน มัธยมศึกษา. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
อารีรักษ์  มีแจ้ง.  (2544).  การพัฒนารูปแบบการสอนกลวิธีการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้หลักการเรียนรู้แบบร่วมงานเพื่อส่งเสริมผลการเรียนการอ่านสำหรับนิสิตนักศึกษา.” วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฏีบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ภาษาต่างประเทศ
ASEAN Secretariat. (2008). ASEAN Charter.  Jakarta: Asean Nation.
Auerbach, P.  (1997).  “It’s not the English thing : Bringing reading research into ESL classroom.” TESOL Quarterly 31, 2 (Summer): 237-261.
Bacon, Francis.  (1953). The Oxford Dictionary of Quotations. London: Oxford University Press.
Baker, L. and A. L. Brown.  (1984)Handbook of Reading Research: Metacognitive Skills  and Reading. New York: Longman.
Baron Lawrence. (1998). My philosophy for Teaching English for Business. Accessed February 4. Available from http://www.geocities.com/Eureka/Gold/5195/
Barnett, M. A. (1988)Reading through context: How real and perceive strategy use effect L2 comprehension.The Modern Language Journal, no. 72: 150-160.
Best, Johnson W. (1986).  Research in Education. 5thed. Englewood Cliffs: N.J, Prentice-Hall.
Billows, F.L.  (1962)The Techniques of Language Teaching. London: Longman.
Block, E.   (1986)The comprehension strategies of second language readers.TESOL QUARTERLY 20, 3: 463-491.
Bock, S.  (1993).  “Developing Materials for the Study of Literature.” English Teaching forum 31, 3 (เดือน): 55-56.
Boyle, F. and Peregoy.  (1990).  “Literacy Scaffolds: Strategies for First and Second Language Readers and Writers.” The Reading Teacher 44, 3 (November): 194 – 200.
Brieger, N.  (1995).  “Business English or English for Business.” In Expanding Horizons in English Language Teaching, 58-61. Edited by Chulalongkorn  University. Bangkok: Language Institute.
Brown, A.L. and A.S. Palincsar.  (1984). “Reciprocal Teaching of Comprehension Fostering and Comprehension Monitoring Activities Cognitive and Instruction.” TESOL QUARTERLY 11, 4: 117-175.
Bruner, J.S.  (1978).  “The Child’s Conception of Language: The Role of Dialogue in Language Acquisition.”  New York: Springer-Varlag.
Burmeister, Lov  E. (1974)Reading Strategies for Secondary School Teachers. Massachusetts: Addison-Wesley.
Burns, Paul C., Betty D. Roe, and Elinor P. Ross.  (1999). Teaching Reading in today’s Elementary Schools.  New York: Houghton Mifflin.
Carr, Eileen M.  (1983).  “The Effect of Inference Training on Children’s Comprehension of  Expository Test.” Journal of Reading Behavior 15, 3: 1 – 18.
Carrell, P. and J. Eisterhold.  (1988)Schema Theory and ESL Reading Pedagogy: Interactive Approaches to Second Language Reading. Cambridge: Cambridge University Press. 
Carrell, Patricia L., Becky G. Pharis, and Joseph C. Liberto.  (1990).  “Metacognitive Strategies Training for ESL Reading.” TESOL QUARTERLY 23, 4: 647-678.
Casanave, C.P.  (1988).  “Comprehension Monitoring in ESL Reading : A Neglected Essential.” TESOL QUARTERLY 22, 2: 283 – 302.
Cohen. (1998).  Strategies in learning and using a second language. London: Longman.
Cooper. (1990)The and How of Reading Instruction. Ohio:  Howell Information Company.
Cronbach, Lee Joseph. (1972). The Dependabity of Behavioral Measurement Theory of  Generizability for Scores and  Profile New.  New York: Wiley Press.
Christie and Frances. (1990)Successful Negotiation in the Classroom : A Social Process. New York: BookEns Ltd.
Clarke and Siberstien.  (1977).  “Principles in ESL Reading Class.Language Learning, no. 27: 145 -146.
Cross and David. (1988).  “Development and Instructional Analyses of Children’s Metacognition and Reading Comprehension.” Journal of Educational Psychology 80, 2: 131 -142.
Devey, Beth.  (1983).  “Think Aloud Modeling the Cognitive Process of Reading Comprehension.” Journal of Reading 27, 1: 44 – 46.
Dickinson, Leslie(1987)Self-Instruction in Language Learning. Cambridge: Cambridge University Press.
Ellis, M. and C. Johnson. (2004)Teaching Business English. 4th ed. Oxford: Oxford University Press.
__________ .  (1994).  Teaching Business. Oxford: Oxford University Press.
Esky, Davia E.  (1986)Theoretical Foundations in Teaching Secondary Language Reading for Academic Purposes.  Massachusetts: Addisson – Wesley.
Flavell, J.H.  (1990).  “Metacognition and Cognitive Monitoring: A New Area of Cognitive-Developmental Enquiry.” American Psychologist, no. 34: 906 – 911.
Gatehouse, K.  (1990)Key issue in English for Specific Purposes (ESP) Curriculum Development. Accessed March 22. Available from http://iteslj.org/Article Gatehouse-ESP.html.
Garner, R.  (1987)Metacognition and reading comprehension. NJ: Ablex.
Gillet, Jean Wallace and Charles Temple.  (1990)Understanding Reading Problems : Assessment and Instruction. Glenview: Scott, Foreman.
Goodman, Kenneth S. (1990).  Language and Literacy. London: Routledge & Kegan Paul.
Grabe,W.,and Stroller(2002).  Teaching and researching reading. Great Britain: Pearson Education.
Graves. (1990)Framework of course development process. Cambridge: University Press.
Grellet, Froncoise.  (1981)Developing Reading Skills. Cambridge: Cambridge University Press.
Gunter, Mary et al. (1990)Instruction: A Models Approach. Massachusetts: Allyn and Bacon.
Harris, Larry A. and Carl B. Smith. (1976).  Reading Instruction through Diagnostic 
Teaching in the Classroom. New York: Holt Rinehart and Winston.
Hermann. (1998). “Two approaches for helping poor readers become more strategic.” The reading Teacher, no. 41: 24-28.
Hutchinson, T. and A.  Waters. (1990)English for Specific Purposes: A Learning Centered Approach. Cambridge: Cambridge University Press.
Hutton, L. A. (2011)The impact of reading strategy instruction on struggling English Language Learners. Accessed May 21. Available from http://0proquest.umi.com. library.ecu.edu.au/pgd.web?did=733067551.
Jimenez, Garcia. and Pearson. (1990).   “Reading strategies of the bilingual Latino students who are successful English readers: Opportunities and obstacles.” Reading research quarterly 31, 1: 90-112.
Johnson, C. (1993). Business English State- of- the art.” Language Teaching 26(เดือน): 201-202.
Johnson, K.  (1982).  Communicative Syllabus Design and Methodology. Oxford:
Pergamon Press.
Jones, R.  (1990).  “Using Authentic Material in China In Teaching in Action: Case Studies from Second Language Classroom.” TESOL QUARTERLY 23, 4: 6-7.
John.  (1993).  “Business English State-of Art.” Language Teaching, no. 26: 201- 209.
Johnson and Catherine. (2011).  Strategy training for poor reading comprehenders: Strengthening the visual code with visualizing/verbalizing versus strengthening the verbal code with reciprocal teaching. Accessed March 20. Available from http://0proquest.umi.com.library.ecu.edu.au/pgd.web?did=733067551.
Jordan, R.R. (1997).  English for Academic Purposes: A Guide and Resource Book for Teachers. Cambridge: University press.
Kamhi-Stein. (2003). “Reading in two language and believe about reading affect the behaviors of underprepared L2 college readers.” TESOL Quarterly 37, 1: 35-71.
Klingner, Janette Kettmann, and Sharon Vaughn.  (1996). “Reciprocal Teaching of Reading Comprehension Strategies for Students with Learning Disabilities Who Use English as a Second Language.” The Elementary School Journal 96, 3: 275-293.
Knox. (1995)“Culture and Language: What Do our Student Need?.” Thai TESOL Bulletin, no. 25 (February): 42.
Lee, Linda., and Barbara Bushby.  (2000)THOUGHTS & NOTIONS: High Beginning Reading Practice.  Australia: Heinle & Heinle.
Leu, Donald.,  and Charles Kinzer.  (1995).  Effective Reading Instruction: K-8.  Merrill: Prentice-Hall.
Liddle, William. (1988). Reading for Concepts (book D). Singapore: McGraw-Hill.
Lysynchuk, M. Linda et al.  (1990). “Reciprocal Teaching Improves Standardized Reading Comprehension Performance in Poor Comprehenders.” The Elementary School Journal  5, 90: 467-486.
Mcneil, John D.  (1984).  Reading Comprehension.  Glencoe: Scott, Foresman.
Mcquire, K.M. (2011)Generative précising as a reading strategy for adult ESL learners.  Accessed July 3. Available from http://thailis.umi.net.th/dao/detail.nsp.
Michaelson-Ezell, Melanie Crim. (1995). “Evaluating the Efficacy of Communicative Reading Strategies with High Risk First Grade Students.” Dissertation Abstracts International  56, 07 (January): 2621.
Nelson, M.  (2011)A Corpus-based study of Business English Teaching Materials. Accessed January 14. Available from htt://users.utu.fi/micnel/thesis.html.
Niijima, Miyo Synder.  (1994).  “A Case Study of Communicative Reading Competence in  EFL Classes in a Japanese University: A Comprehending and Summarizing with Cohesion and Coherence.” Dissertation Abstracts International 54, 9 (March ): 3357.
Nunan, D.  (1988)Syllabus Design. Oxford: Oxford University Press.
Nuttall, Christine.  (1982).  Teaching Reading Skills in a Foreign Language. London : Heinemann Educational.
Ogle, Donna., and Eileen M. Carr. (1987).  “KWL-Plus: A Strategy for Comprehension. And Summarization.” Journal of Reading, no. 30: 626 – 631.
Palincsar, A. S.  (1984).  “Reciprocal teaching of comprehension fostering  and comprehension-monitoring activities.” Cognitive and Instruction, no. 12:  117-175.
_________.  (1987).  “Reciprocal Teaching: Can Student Discussions Boost Comprehension?.” Instructor, no. 96: 56 – 58.
Pardo, Laura S., and Taffy E. Raphael.  (1991).  “Classroom Organization for  Instruction in Content Areas.”  The Reading Teacher  8, 44: 558.
 Ragor, A.L., and R.D. Ragor.  (1985)Effective Reading. New York: McGraw-Hill.
Reading Instructional Handbook. Characteristics of effective reading. n.p.
Reichmuth, Sara. (1997). “Efficacy of Communicative Reading Strategies as an
Instructional Approach for Adult Low-Ability Readers.” Dissertation Abstracts International 58, 2: 660.
Reongrudee Naranunn.  (1998). “Reciprocal Teaching in Reading Comprehension.” PASAA, no. 28: 52-61.
Robinson, P.C. (1991).  ESP Today: A practioner’Guide. London: Prentice-Hall.
Rumelhart, D. E.  (1981).  Schemata: The Building Blocks of Cognition, Comprehension  and Teaching Research ReviewNew York: International Reading Association.
Singhal, M.  (2012)The effects of reading strategy instruction on the reading comprehension reading process and strategy use of adult readers.  Accessed September 11. Available from http://www.lib/dissertations/fullcit/ 9957929
Slavin, Robert E.  (1988).  Theory into Practice: Metacognitive Learning Strategies.  NJ: Prentice Hall.
Smith and Frank.  (1990)Reading. 2nd ed.  Cambridge: Cambridge University Press.
The American Heritage.  (1992).  Dictionary of English  Language.  3rd  ed.  Massachusetts:  Houghtion Mifflin Company,1992.
Thomas. (1991).  ESP Today : A Practitioners’ Guide. London : Longman.
Taylor, B. D.  (1983). “Teaching ESL: In Cooperating a Communicative Student Centered Component.”  TESOL QUARTERLY, no. 17: 70-80.
Urquhart, A. H., and C. J. Weir.  (1998).  Reading in a Second Language: Process, product and Practice.  London: Longman.
Valette, R. M., and R. S. Disick.  (1972).  Modern Language Performance Objectives and  Individualization.  New York: Harcourt Brace Jovanovich.
Vygotsky, L.S.  (1978)Mind in Society: The Development of Higher Psychological Processes. Cambridge: Harvard University Press.
Widows.  (1979)Explorations in Applied Linguistics. London: Oxford University Press.
Widdowson, H.G.  (1978).   Teaching Language as Communicative. 3 rd ed. Oxford: Oxford University Press.
William, Burden. (1997)Philosophy for language teachers: A social constructivist approach. Cambridge: University Press.
Williams, E.  (1993).  Reading in the Language Classroom. London: Macmillan.

11.  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
             1. ผู้สอนสามารถนำรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านมาใช้ในการพัฒนากลวิธีในการอ่านของผู้เรียน
             2.  ผู้เรียนสามารถนำเอากลวิธีทางอภิปัญญามาใช้ในการอ่านเพื่อความเข้าใจของตน
12.  แผนการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือผลการวิจัยสู่กลุ่มเป้าหมาย
             1.  การตีพิมพ์รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์
             2.  การนำเสนอในที่ประชุมการสัมมนาการวิจัยระดับชาติ / นานาชาติ
             3.  การตีพิมพ์ในรูปของบทความวิจัย
             4.  การเผยแพร่ผลการวิจัยในอินเทอร์เน็ต

13.  วิธีการดำเนินการวิจัย และสถานที่ทำการทดลองเก็บข้อมูล
                   การพัฒนารูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2  มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
เป็นการวิจัยและพัฒนา (research & development) โดยมีนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจชั้นปีที่ 2  ผู้วิจัยแบ่งการดำเนินงานพัฒนารูปแบบการวิจัยเป็น  ขั้นตอน คือ
    ขั้นตอนที่ 1   การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน สภาพปัญหา และประเมินความต้องการจำเป็นของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด(Analysis = R1)
    ขั้นตอนที่ 2   การออกแบบและพัฒนา สังเคราะห์ร่างรูปแบบกิจกรรมทาอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2  มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด (Design and Development  = D1)

             ขั้นตอนที่ 3   ทดลองใช้รูปแบบรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ(Implement  = R2)
             ขั้นตอนที่ 4   การประเมินผล รูปแบบรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ และปรับปรุง (Evaluation  = D2)

                     ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย เพื่อพัฒนารูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจชั้นปีที่ 2 ดังแสดงในตาราง



















 



































ระยะที่   วิเคราะห์สภาพปัญหาและประเมินความต้องการจำเป็นของการอ่านภาษาอังกฤษ สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ
Ø   ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน วิเคราะห์ความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาอังกฤษธุรกิจ และจากพฤติกรรมในการอ่านของผู้เรียน และสังเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบกลวิธีทางอภิปัญญาในการอ่าน
Ø   ศึกษาข้อมูลหลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจ ในระดับปริญญาตรี ในประเด็นของจุดประสงค์รายวิชา การวัดและการประเมินผลตามสภาพจริง ตามข้อกำหนดของหลักสูตรสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
Ø   ศึกษาทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับกลวิธีทางอภิปัญญาในการอ่าน จากงานวิจัย ตำรา วารสาร หนังสือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
Ø   ข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทฤษฏีแนวคิด บทคัดย่อบทความงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ระยะที่  2   สังเคราะห์ร่างรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญา (Design and Development )
Ø ศึกษาทบทวนข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ทั้งด้านผลการศึกษา แนวคิดทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับกลวิธีทางอภิปัญญา องค์ประกอบและรายละเอียดต่างๆของรูปแบบการอ่าน
Ø ระบุผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาที่ชัดเจน
Ø สังเคราะห์ร่างรูปแบบกลวิธีและกิจกรรมทางอภิปัญญาโดยวิเคราะห์จากข้อมูลพื้นฐานที่วิเคราะห์ไว้ โดยกำหนดองค์ประกอบและรายละเอียดของกิจกรรมที่ครอบคลุมและสัมพันธ์กันมีความชัดเจนและเข้าใจง่าย
Ø นำรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจชั้นปีที่ 2 พร้อมกับแผนการจัดการเรียนรู้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ตรวจความเที่ยงตรงของเนื้อหาและภาษาที่ใช้และนำมาหาดัชนีความสอดคล้อง(IOC)
Ø หาประสิทธิภาพรูปแบบการเรียนการสอน(E1/E2)จากกลุ่มรายบุคล 3 คน แยกเป็นเด็กเก่ง กลาง อ่อน  และกลุ่มย่อย 9 คน แยกเป็น เก่ง กลาง อ่อน แล้วปรับปรุงแก้ไข
                           
ระยะที่  3  ทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจกับกลุ่มตัวอย่าง
                 ภายหลังการดำเนินการทดลองใช้นำร่องรูปแบบแบบกับผู้เรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง             และปรับปรุงแก้ไขร่างรูปแบบแล้ว ผู้วิจัยดำเนินการทดลองใช้รูปแบบกับผู้เรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง                มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
                     วิธีดำเนินการ
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
       ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2556 จำนวน  2   ห้อง จำนวนนักศึกษาทั้งหมด  120  คน
               2.  กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling)  ได้นักศึกษากลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 ห้อง จำนวน 30 คน
             3. ตัวแปรที่ต้องศึกษา
                 3.1 ตัวแปรต้น คือ รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
                 3.2 ตาม คือ
                             3.2.1 ความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
                             3.2.2 กลวิธีทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
                             3.2.3 ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ               
             แบบแผนการทดลอง
                               
งานวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2  มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มีรูปการทดลองแบบ One-Group Pretest Posttest Design (บำรุง โตรัตน์, 2534 : 29-31) ซึ่งมีรูปแบบดังนี้

      ทดสอบก่อนเรียน     
ทดลอง
ทดสอบหลังเรียน
           T1      
X
T2

T1          แทน   การทดสอบก่อนการใช้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
X           แทน   การใช้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
T2          แทน   การทอสอบหลังการใช้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ

เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล
                 1. แผนการสอนพร้อมทั้งรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ จำนวน 8 ชุด
                 2. แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ 1 ฉบับ จำนวน 30 ข้อ ชนิดเลือกตอบแบบ 4 ตัวเลือกเพื่อใช้ในการทดสอบก่อนและหลังการใช้รูปแบบฯ
                 3. แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับการใช้กลวิธีทางอภิปัญญาในการ อ่านบทอ่านธุรกิจ                            4.             แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ


การเก็บรวบรวมข้อมูล
1.    ขั้นเตรียมการ ผู้วิจัยแจกแจงอธิบายนักศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 30  คน วิธีการเรียนการสอนและเมินผลการเรียน ด้วยการใช้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
2.    ทดสอบก่อนเรียนโดยการใช้รูปแบบฯ สำหรับนักศึกษากลุ่มตัวอย่าง หลักจากนั้นบันทึกผลคะแนนแต่ละคน
3.    ขั้นการใช้รูปแบบฯ ผู้วิจัยแจกบทอ่านพร้อมรูปแบบขั้นตอนกลวิธีทางอภิปัญญาในการอ่าน ให้กับนักศึกษา พร้อมทั้งดำเนินการสอนตามที่เตรียมไว้ พร้อมทั้งให้นักศึกษาเข้าใจว่าต้องทำอะไรบ้างในขั้นก่อนอ่าน ระหว่างอ่าน และหลังการอ่าน เมื่อนักศึกษาเรียนตามรูปแบบกิจกรรมแต่ละบทแล้ว นักศึกษาต้องทำแบบทดสอบหลังเรียนประจำบท และตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบ (ทำตามขั้นตอนนี้ไปจนกว่าจะครบ 8 ชุดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น) อีกทั้งผู้วิจัยยังสัมภาษณ์นักศึกษาเกี่ยวกับการนำเอากลวิธีทางอภิปัญญาไปใช้ในการอ่านเพื่อทำแบบทดสอบหลังเรียนรายบทในแต่ละบททั้งหมด 8 บท
4.    ขั้นทดสอบหลังการใช้รูปแบบฯ  ผู้วิจัยให้นักศึกษากลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ หลังเรียนโดยการใช้รูปแบบฯ ทั้งหมด 8 ชุด แล้วนำผลคะแนนที่ได้มาตรวจหาประสิทธิภาพของรูปแบบ
การวิเคราะห์ข้อมูล
งานวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2  มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ผู้วิจัยได้ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
1.      คำนวณหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าร้อยละการหาค่าประสิทธิภาพของรูปแบบฯการอ่านแต่ละบทและทำการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของรูปแบบในการอ่านที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นตามเกณฑ์ฝึกประสิทธิภาพ 80/80โดยใช้สูตร  E1/E2 (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2520:130)
สูตรที่ 1    
                            E1  =      

 เมื่อ    E1      คือ      ประสิทธิภาพของรูปแบบ
Xi       คือ      คะแนนรวมของรูปแบบทุกชุดของผู้เรียนคนที่ i
A        คือ      คะแนนเต็มของรูปแบบทุกชุดรวมกัน
N        คือ      จำนวนผู้เรียน

 สูตรที่ 2                  E2       =            
เมื่อ     E2      คือ      ประสิทธิภาพของผลสอบวัดความสามารถในการอ่านหลังเรียนของผู้เรียน

Fi        คือ      คะแนนผลสอบหลังเรียนของผู้เรียนคนที่ i
B        คือ      คะแนนเต็มของผลสอบหลังเรียน
N        คือ      จำนวนผู้เรียน

2.      เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ ของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการทำรูปแบบฯในการอ่านโดยใช้  t-test แบบจับคู่
3.   วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นรายข้อและรายฉบับ ซึ่งมีลักษณะเป็นมาตราส่วนแบบประเมินค่า  โดยนำระดับความคิดเห็นของนักศึกษามาหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรม  SPSS ใช้ในการคำนวณข้อมูลแล้วนำไปแปลความหมายระดับตามเกณฑ์ปรับปรุงมาจากเกณฑ์ของ เบสท์ ( Best,1968: 181-182) โดยเรียงลำดับความคิดเห็นต่อกิจกรรมและแบบฝึกจากน้อยไปหามาก  ดังนี้
1.00<< 1.50    หมายถึง นักศึกษามีความคิดเห็นต่อรูปแบบกิจกรรมฯ โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อยที่สุด
1.50<<2.50     หมายถึง นักศึกษามีความคิดเห็นต่อรูปแบบกิจกรรมฯ โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อย
2.50<<3.50     หมายถึง นักศึกษามีความคิดเห็นต่อรูปแบบกิจกรรมฯ โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง
3.50<<4.50     หมายถึง นักศึกษามีความคิดเห็นต่อรูปแบบกิจกรรมฯ โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก
4.50<<5.00     หมายถึง นักศึกษามีความคิดเห็นต่อรูปแบบกิจกรรมฯ โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมากที่สุด
4.  การวิเคราะห์เนื้อหาคำตอบที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้เรียนเกี่ยวกับกลวิธีทางอภิปัญญาที่ในการอ่านบทอ่านธุรกิจ



ระยะที่  การประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ
                 การประเมินประสิทธิผลของรูปแบบรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2  มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด  กำหนดเกณฑ์ประสิทธิผลของรูปแบบ ดังนี้
             1. ประสิทธิภาพรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ ที่กำหนดไว้คือ 80/80
             2. ความสามารถในการอ่านบทอ่านธุรกิจ ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2  มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด หลังการใช้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
             3. นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ใช้กลวิธีทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ ได้แก่   การสำรวจบทอ่าน การวางแผนในการอ่าน การดำเนินการอ่าน การควบคุมการอ่าน การประเมินผลและการตรวจสอบการอ่าน และ การสรุปรายละเอียด
             4. นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มีความคิดเห็นอยู่ในระดับดีต่อรูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ
                
(หมายเหตุ ; สำหรับการประเมินรูปแบบเป็นเพียงคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นเพราะยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่แน่นอน)

14.  ผลสำเร็จและความคุ้มค่าของการวิจัยที่คาดว่าจะได้รับ
                 ผลที่คาดว่าจะได้รับ
                   1. ได้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจสำหรับอาจารย์ผู้สอนภาอังกฤษธุรกิจ และผู้เกี่ยวข้องสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาผู้เรียน
                   2. ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะทางอภิปัญญาในการอ่าน ผ่านรูปแบบกิจกรรมที่พัฒนาขึ้น
                  
             ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ
                   ได้รูปแบบกิจกรรมทางอภิปัญญาในการอ่านบทอ่านธุรกิจ ที่มีประสิทธิผลตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้